หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ดอน’ กล่าวถ้...

‘ดอน’ กล่าวถ้อยแถลงใน UNGA หนุนก้าวข้ามวิกฤต ดันบรรลุ SDGs ประกาศชิงเก้าอี้ HRC

25.09.22 | 15:30 น.

‘ดอน’ กล่าวถ้อยแถลงใน UNGA หนุนก้าวข้ามวิกฤต ดันบรรลุ SDGs ประกาศชิงเก้าอี้ HRC

เมื่อวันที่ 24 กันยายนตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 77 ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมดังกล่าว โดยได้ผลักดันให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความร่วมมือระหว่างกันและอำนวยความสะดวกให้กับปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์รวมถึงประสานนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้มีการสร้างความคืบหน้าในการดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใน ค.ศ.2030 ซึ่งเหลือเวลาอีก 8 ปี นับจากนี้ ด้วยการประสานความร่วมมือ และการระดมทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว พร้อมทั้งชูโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี โมเดล) ของไทยเป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุล และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีรายละเอียดตามคำแปลถ้อยแถลงดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการในบรรทัดถัดไป

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางกา)

Advertisement

ถ้อยแถลงของ

นายดอน ปรมัตถ์วินัย

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 77

วันที่ 24 กันยายน 2565 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

ท่านประธาน
คณะผู้แทผู้ทรงเกียรติทุกท่าน

ผมขอแสดงความยินดีที่ท่านได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาหประชาชาติสมัที่ 77 และขอแสดงความยินดีกับทีมงานของท่าน ขอให้มั่นใจว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานของท่านอย่างเต็มที่ในการดำเนินภารกิจที่สำคัให้สำเร็จ
เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งสำหรับประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติ เราอยู่ในจุดที่การตัดสินใจและการกระทำของเราจะส่งผลต่อโลกและต่อมนุษยชาติในอนาคตข้างหน้า โดยเราต้องดำเนินการร่วมกันพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำชัดเจนขึ้น โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติชี้ว่า การพร่ระบาดส่งผลให้ความคืบหน้าจากการพัฒนาดถอยลงไปอย่างน้อย 4 ปี นอกจากนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ในระหว่างที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่นมา

 

เรากำลังเห็นความขัดแย้งใหม่นอกเหนือจากความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระดับระหว่างประเทศ เรากำลังเผชิญกับวิกฤติด้านอาหาร พลังงาน และการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สุดต่อผู้ที่มีความเปราะบางมากที่สุด ได้แก่ ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก(SIDS) รัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กและกลุ่มเปราะบาง อาทิ สตรี เด็กหญิง ผู้สูงอายุและผู้พิการ เรจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันในเวลานี้เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายดังกล่าว

การก้าวข้ามวิกฤตละความท้าทาย

วิกฤตอาหารส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไทในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกอาหารและผลผลิทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก ก็ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารสัตว์ ปุ๋ย และอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งภาะความไม่มั่นคงทางอาหารโลกเหล่านี้เป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการฟื้นตัวจากโควิด-19 อย่างไม่เท่าเทียมกัน 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือในระดับพหุภาคีระหว่างหุ้นส่วนที่มีวคิดคล้ายคลึงกัน องค์กรภายใต้สหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และงค์กรระหว่างประเทศต่าง ในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการหารืร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และเสริมสร้างการประสานนโยบายระหว่างกันเพื่อรับมือกับวิกฤตอาหารข้างต้นนอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรักษาห่วงโซ่อุปทานโลกให้เปิดกว้างและเอื้อต่อการเคลื่อนย้าอาหาร ปุ๋ย และสินค้าจำเป็นข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งพัฒนาระบบอาหารให้มีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และช่วยให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพอย่างเท่าเทียม ไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศพื่อให้วิสัยทัศน์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ ไทยยินดีต่อข้อริเริ่มว่าด้วยการขนส่งธัญพืชในพื้นที่ทะเลดำ (Black Sea Grain Initiative) ของสหประชาชาติ เพื่สร้างเส้นทางการขนส่งธัญพืชอย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตอาหารโลก ข้อริเริ่มดังกล่าวยัแสดงถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหประชาชาติในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ของโลก

นอกเหนือจาามท้าทายเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหาร เรายังจำเป็นต้องก้าวข้ามปัญหาจากความไม่มั่นคงทางสุขภาพด้วย เรได้เรียนรู้จาการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ด้วยเหตุนี้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงเป็เรื่องสำคัญในระดับต้นสำหรับเราทุกคน เราจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการให้บริการพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และการเข้าถึงยาและวัคซีนพื้นฐานที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาสมเหตุสมผลสำหรับทุกคน อีกทั้งเรายังต้องส่งเสริมและปกป้องสิทธิในการได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสูงสุด (right to the highest attainable standard of health) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน เรายังคงต้องลงทุนเพื่อส่งเสริมระบบ
การคุ้มครองทางสังคมอย่างครอบคลุมสำหรับประชาชนทุกคน ดังเช่นที่เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวไว้ในรายงาน เรื่อง Our Common Agenda

เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางสุขภาพ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมด้านสาธารณสุขของโลกต้องได้รับการปฏิรูป ทั้งเชิงโครงสร้างและด้านการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและความล้มเหลวของระบบสุขภาพในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงสนับสนุนกาจัดทำราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันางฎหมาย ว่าด้วยการป้องกัน การเตรียมพร้อม และการรับมือกับการระบาดใหญ่ ภายใต้องค์การอนามัยโลก ตราสารฉบับดังกล่าวจะต้องให้ความสำคัญกับระเด็นด้าน ามเท่าเทียม เพื่อช่วยสร้าง ความสามารถในการพึ่งพาตเอง ของประเทศกำลังพัฒนา เมื่อต้องรับมือกับการระบาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะย่างยิ่ง การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเวชภัณฑ์

การเร่งสร้างความคืบหน้าเพื่อดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เราจะสามารถเร่งสร้งความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) เมื่อเรามีความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางสาธารณสุขที่ดีขึ้น นการนี้ การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนจึงเป็นแนวทางในการสร้างหลักประกันต่สิทธิและความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะสิทธิและความต้องการของกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนที่ถูทิ้งไว้ข้างหลังที่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตในอนาคต ในแง่นี้ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเป็นทั้งหนทางและเป้าหมายสูงสุดเพื่อความอยู่รอดของประชาชนในปัจจุบันและชนรุ่นหลัง
โดยที่เราเหลือเวลาอีกเพียง 8 ปี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีในการทำงานร่วมกันในทุกระดับเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ทั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หากไม่มีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจะไร้อนาคต เราจึงต้องส่งเสริมความร่วมมือเหนือใต้ ความร่วมมือใต้ใต้ และการบูรณาการวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 กับกรอบความร่วมมืออื่นๆ ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิ
แห่งสหประชาชาติและอาเซียนจึงร่วมมือกันส่งเสริมความเกื้อกูลระหว่างวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2025 นอกจากนี้ การที่ไทยร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติและสำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้ใต้ เป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการเพื่อการพัฒนาใต้ใต้ (Global South-South Development Expo) 
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กรุงเทพมหานคร สะท้อนว่าไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านการพัฒนา โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน
 
นอกจากนี้ การระดมทุนเพื่อารพัฒนา และการแสวงหาแหล่งเงินทุนจากแหล่งใหม่ๆ เป็นส่วนสำคัญต่อการทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลที่เป็นรูปธรรมสำหรับทุกคน ไทยเห็นพ้องกับข้อเสนอของเลขาธิการสหประชาชาติในการส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศชั้นนำ เพื่อระดมทุนในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืควบคู่ไปกับการเพิ่มาพคล่องทางการเงินให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
พื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยได้นำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) มาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างสมดุลในช่วงการฟื้นฟูจากวิกฤ โมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้ผนวกรวมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้แนวทางที่มีประชาชเป็นศูนย์กลางกับการปกป้องโลกไทยจึงพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศในการจัดการกับวิกฤตหลักของโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไทยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเจรจากรอบการดำเนินงานะหว่างประเทศว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพหลังปี ค..2020(Post-2020 Global Biodiversity Framework) และตราสารระหว่างประเทศว่าด้วนการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ไทยยึดมั่นต่อคำมั่นในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค..2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค..2065 ไทยจะสามารถเพิ่มระดับข้อเสนอการมีส่วนร่วมของไทยในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Nationally Determined Contribution: NDC) ขึ้นเป็นร้อยละ 40 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี ..2050 หากไทยได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ไทยจะยื่นข้อเสนอ NDC และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy) ซึ่งระบุเป้าหมายข้างต้น ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 37 (COP27) ที่เมืองชาร์ม เอล ชีค
 
ขณะเดียวกัน ประเทศพัฒนาแล้วก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำมั่นของตน ผมขอให้ประเทศพัฒนาแล้วรักษา คำสัญญาที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพแก่ประเทศกำลังพัฒนา และการบรรลุเป้าหมายในการระดมเงินทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังควรให้ความสนใจต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิากาศอย่างเท่าเทียมกัน ไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับอียิปต์และพันธมิตรทั้งหมดในเวที COP27 เพื่อขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว
 

การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพหุภาคีและสหประชาชาติ

เราจำเป็นต้องฟื้นคืนศรัทธาและความเชื่อมั่นให้ระบบพหุภาคีและสหประชาชาติของเราซึ่งก้าวสำคัญสู่เป้าหมายดังกล่าวคือ การสลายการแบ่งขั้วในสหประชาชาติ โดยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้นในประเด็นที่เรามีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถือเป็นหนึ่งในประเด็นเหล่านั้น

ไทยจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วด้านมนุษยธรรม ผ่านการดำเนินงานตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่แบ่งขั้ว ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี เราจึงได้สนับสนุนการทำงานด้านมนุษยธรรมในอัฟกานิสถานผ่านโครงการอาหารโลก(World Food ProgrammeWFP) และมอบเงินบริจาคแก่ยูเครนผ่านสภากาชาดยูเครน และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF)

กรณีเมียนมา ทยได้ทำงานร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมาที่เดือดร้อนผ่านโครงการต่างๆ ในระดับทวิภาคีซึ่งวมถึงการบริจาควัคซีนโควิด19 จำนวน 1 ล้านโดส และอีกหลายโครงการผ่านอาเซียน เรายังได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์การระหว่างประเทศ เช่น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) องค์การอนามัยโลก (World Health OrganizationWHO) โครงการอาหารโลก (WFP) รวมถึงคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red CrosICRC)

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,470 กิโลเมตร ไทยหวังที่จะเห็นสถานการณ์ในเมียนมากลับสู่สันติภาพและมีเสถียรภาโดยเร็ว จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาเร่งหาทางคลี่คลายสถานการณ์ ยุติความรุนแรง และร่วมพูดคุยกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ไทยสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์และเชื่อว่าอาเซียนมีความพร้อมที่สุดในการช่วยเหลือเมียนมา ผ่านแนวปฏิบัติของอาเซียนว่าด้วยการให้คำปรึกษา ความร่วมมือ และหลักฉันทามติ ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ไทยจึงพร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการสนับสนุนกระบวนการของอาเซียน ตลอดจนบทบาทของผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมาเช่นนี้ต่อไป

ในฐานะประเทศที่เชื่อมั่นอย่างยิ่งในระบบพหุภาคี ไทยพร้อมที่จะสานต่อบทบาทด้านการส่งเสริมความร่วมมือระดับพหุภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกระดับ ทั้งนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันและส่งเสริซึ่งกันและกัน เนื่องจากมีความสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ไทยจึงขอประกาศลงสมัครรับเลือตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council:HRC) วาระปี .. 2025-2027 หากได้รับการเลือกตั้ง เราสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ รวมถึงกลไกที่เกี่ยวข้อง ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังที่สุ และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกขึ้นในทางปฏิบัติ

ไทยเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดจะช่วยเกื้อกูลการทำงานของระบบพหุภาคีและสนับสนุนการขับเคลื่อนวาระโลก โดยปีนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคภายใต้แนวคิด เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันสู่สมดุล (Open. Connect. Balance.) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการใช้ทุกโอกาสที่มี เชื่อมโยกันในทุกมิติ และสร้างสมดุลในทุกแง่มุม ประเด็นเหล่านี้สะท้อน
ความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับพหุภาคี ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนยิ่งขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับเหล่าผู้นำที่กรุงเทพมหานครในเดือนพฤศจิกายน เนื่ององจากขณะนี้ ทยกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้ง

แม้จะมีความท้าทายและความยากลำบากหลายประการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไทยยังคงศรัทธาในระบบพหุภาคีที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลางและเรายังคงเชื่อมั่นว่าไมตรีจิตและผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ถูกต้อง ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อช่วให้เราดินหน้าด้วยกันสู่อนาคตที่มั่นคงยั่งยืน และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะไม่มีใคร หรือประเทศไหน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ผมขอกล่าวเพิ่มเติมโดยสังเขปก่อนที่จะจบถ้อยแถลงครั้งนี้

เมื่อสอถึงสามวันที่ผ่านมา ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงได้กล่าวว่า อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในวอกฤตยูเครน

มอยากกล่าวถึงสุภาษิตของชาวตะวันออกกี่ยวกับการขี่หลังสัตว์ในเชิงสันทนาการ ไม่ว่าสัตว์นั้นจะเป็นเสือหรือมังกรก็ตาม ซึ่งผมขอใช้เสือเป็นตัวอย่างในบริบทนี้ การขี่หลังเสืออาจเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทาย แต่คงไม่มีใครที่อยากจะสนุกกับการขี่หลังเสือนั้นต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น คำถามที่อาจเกิดขึ้นในใจ คือ เราจะลงจากหลังเสืออย่างรให้คล้วคลาด โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเสือตัวนั้น

จากแง่มุมนี้ คำถามดังกล่าว จึงเรื่องลำบากใจที่จะตอบ ผมจึงมีข้อเสนอที่ได้ประมวลจาเหตุปัจจัยทั้งปวง และข้อเสนอดังกล่าวก็ไม่ได้หลุดไปจากสัจนิยมทางการเมืองระหว่างปรเทศ (realpolitik free) างอกหนึ่งที่ดูเหมือนจะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก่อนสุดท้ายของปี คือ ารสร้างโอกาสแรกและโอกาสทองให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของวิกฤตยูเครนได้รวมตัวกัน ณ สามแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะผู้ที่มีสิทธิในการเข้าร่วมอย่างชอบธรรม 

สถานที่สามแห่งที่กล่าวถึงข้างต้น ได้แก่ หนึ่ง พนมเปญ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน สอง บาหลี ในช่วงการประชุม G20 และสาม กรุงเทพมหานคร ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสามารถเลือกพบกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งข้างต้น หรือทั้งหมดตามแต่เหมาะสม เพื่อหารือทางออกที่เป็นไปได้สำหรับวิกฤตความตึงเครียดระดับโลกในยูเครน

สหประชาชาติ ในฐานะองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทและกลไกที่เกี่ยวข้องในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลก สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามหาทางออกร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียข้างต้น

ผมจึงหวังว่า เหล่ามหาอำนาจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในการแก้ไขปัญหาวิกฤตยูเครนครั้งนี้ผ่านไป