‘ดอน’ กล่าวถ้อยแถลงใน UNGA หนุนก้าวข้ามวิกฤต ดันบรรลุ SDGs ประกาศชิงเก้าอี้ HRC
เมื่อวันที่ 24 กันยายนตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 77 ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมดังกล่าว โดยได้ผลักดันให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความร่วมมือระหว่างกันและอำนวยความสะดวกให้กับปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์รวมถึงประสานนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้มีการสร้างความคืบหน้าในการดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใน ค.ศ.2030 ซึ่งเหลือเวลาอีก 8 ปี นับจากนี้ ด้วยการประสานความร่วมมือ และการระดมทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว พร้อมทั้งชูโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี โมเดล) ของไทยเป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุล และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยมีรายละเอียดตามคำแปลถ้อยแถลงดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการในบรรทัดถัดไป

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)
ถ้อยแถลงของ
นายดอน ปรมัตถ์วินัย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 77
วันที่ 24 กันยายน 2565 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
ท่านประธาน
คณะผู้แทนผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
เรากำลังเห็นความขัดแย้งใหม่ๆ นอกเหนือจากความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระดับระหว่างประเทศ เรากำลังเผชิญกับวิกฤติด้านอาหาร พลังงาน และการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สุดต่อผู้ที่มีความเปราะบางมากที่สุด ได้แก่ ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก(SIDS) รัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กและกลุ่มเปราะบาง อาทิ สตรี เด็กหญิง ผู้สูงอายุและผู้พิการ เราจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันในเวลานี้เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายดังกล่าว
การก้าวข้ามวิกฤตและความท้าทาย
วิกฤตอาหารส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกอาหารและผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก ก็ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารสัตว์ ปุ๋ย และอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารโลกเหล่านี้เป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการฟื้นตัวจากโควิด-19 อย่างไม่เท่าเทียมกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือในระดับพหุภาคีระหว่างหุ้นส่วนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน องค์กรภายใต้สหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการหารือร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และเสริมสร้างการประสานนโยบายระหว่างกันเพื่อรับมือกับวิกฤตอาหารข้างต้นนอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรักษาห่วงโซ่อุปทานโลกให้เปิดกว้างและเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายอาหาร ปุ๋ย และสินค้าจำเป็นข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งพัฒนาระบบอาหารให้มีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และช่วยให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพอย่างเท่าเทียม ไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศเพื่อให้วิสัยทัศน์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ในโอกาสนี้ ไทยยินดีต่อข้อริเริ่มว่าด้วยการขนส่งธัญพืชในพื้นที่ทะเลดำ (Black Sea Grain Initiative) ของสหประชาชาติ เพื่อสร้างเส้นทางการขนส่งธัญพืชอย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตอาหารโลก ข้อริเริ่มดังกล่าวยังแสดงถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหประชาชาติในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ของโลก
นอกเหนือจากความท้าทายเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหาร เรายังจำเป็นต้องก้าวข้ามปัญหาจากความไม่มั่นคงทางสุขภาพด้วย เราได้เรียนรู้จากการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ด้วยเหตุนี้ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” จึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับต้นสำหรับเราทุกคน โดยเราจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการให้บริการพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และการเข้าถึงยาและวัคซีนพื้นฐานที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาสมเหตุสมผลสำหรับทุกคน อีกทั้งเรายังต้องส่งเสริมและปกป้องสิทธิในการได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสูงสุด (right to the highest attainable standard of health) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน เรายังคงต้องลงทุนเพื่อส่งเสริมระบบ
การคุ้มครองทางสังคมอย่างครอบคลุมสำหรับประชาชนทุกคน ดังเช่นที่เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวไว้ในรายงาน เรื่อง “Our Common Agenda”
เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางสุขภาพ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมด้านสาธารณสุขของโลกต้องได้รับการปฏิรูป ทั้งเชิงโครงสร้างและด้านการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและความล้มเหลวของระบบสุขภาพในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงสนับสนุนการจัดทำตราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกัน การเตรียมพร้อม และการรับมือกับการระบาดใหญ่ ภายใต้องค์การอนามัยโลก ตราสารฉบับดังกล่าวจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน “ความเท่าเทียม” เพื่อช่วยสร้าง “ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง” ของประเทศกำลังพัฒนา เมื่อต้องรับมือกับการระบาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเวชภัณฑ์

การเร่งสร้างความคืบหน้าเพื่อดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
แห่งสหประชาชาติและอาเซียนจึงร่วมมือกันส่งเสริมความเกื้อกูลระหว่างวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2025 นอกจากนี้ การที่ไทยร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติและสำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้–ใต้ เป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการเพื่อการพัฒนาใต้–ใต้ (Global South-South Development Expo)
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กรุงเทพมหานคร สะท้อนว่าไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านการพัฒนา โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน

การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพหุภาคีและสหประชาชาติ
เราจำเป็นต้องฟื้นคืนศรัทธาและความเชื่อมั่นให้ระบบพหุภาคีและสหประชาชาติของเราซึ่งก้าวสำคัญสู่เป้าหมายดังกล่าวคือ การสลายการแบ่งขั้วในสหประชาชาติ โดยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้นในประเด็นที่เรามีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถือเป็นหนึ่งในประเด็นเหล่านั้น
ไทยจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม ผ่านการดำเนินงานตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่แบ่งขั้ว ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี เราจึงได้สนับสนุนการทำงานด้านมนุษยธรรมในอัฟกานิสถานผ่านโครงการอาหารโลก(World Food Programme: WFP) และมอบเงินบริจาคแก่ยูเครนผ่านสภากาชาดยูเครน และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF)
กรณีเมียนมา ไทยได้ทำงานร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมาที่เดือดร้อนผ่านโครงการต่างๆ ในระดับทวิภาคีซึ่งรวมถึงการบริจาควัคซีนโควิด–19 จำนวน 1 ล้านโดส และอีกหลายโครงการผ่านอาเซียน เรายังได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์การระหว่างประเทศ เช่น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) โครงการอาหารโลก (WFP) รวมถึงคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cros: ICRC)
ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,470 กิโลเมตร ไทยหวังที่จะเห็นสถานการณ์ในเมียนมากลับสู่สันติภาพและมีเสถียรภาพโดยเร็ว จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาเร่งหาทางคลี่คลายสถานการณ์ ยุติความรุนแรง และร่วมพูดคุยกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ไทยสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์และเชื่อว่าอาเซียนมีความพร้อมที่สุดในการช่วยเหลือเมียนมา ผ่านแนวปฏิบัติของอาเซียนว่าด้วยการให้คำปรึกษา ความร่วมมือ และหลักฉันทามติ ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ไทยจึงพร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการสนับสนุนกระบวนการของอาเซียน ตลอดจนบทบาทของผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมาเช่นนี้ต่อไป
ในฐานะประเทศที่เชื่อมั่นอย่างยิ่งในระบบพหุภาคี ไทยพร้อมที่จะสานต่อบทบาทด้านการส่งเสริมความร่วมมือระดับพหุภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกระดับ ทั้งนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เนื่องจากมีความสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ไทยจึงขอประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council:HRC) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 หากได้รับการเลือกตั้ง เราสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ รวมถึงกลไกที่เกี่ยวข้อง ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังที่สุด และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกขึ้นในทางปฏิบัติ
ไทยเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดจะช่วยเกื้อกูลการทำงานของระบบพหุภาคีและสนับสนุนการขับเคลื่อนวาระโลก โดยปีนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคภายใต้แนวคิด “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” (Open. Connect. Balance.) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการใช้ทุกโอกาสที่มี เชื่อมโยงกันในทุกมิติ และสร้างสมดุลในทุกแง่มุม ประเด็นเหล่านี้สะท้อน
ความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับพหุภาคี ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนยิ่งขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับเหล่าผู้นำที่กรุงเทพมหานครในเดือนพฤศจิกายน เนื่ององจากขณะนี้ ไทยกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้ง
แม้จะมีความท้าทายและความยากลำบากหลายประการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไทยยังคงศรัทธาในระบบพหุภาคีที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลางและเรายังคงเชื่อมั่นว่าไมตรีจิตและผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ถูกต้อง ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อช่วยให้เราเดินหน้าด้วยกันสู่อนาคตที่มั่นคงยั่งยืน และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะไม่มีใคร หรือประเทศไหน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ผมขอกล่าวเพิ่มเติมโดยสังเขปก่อนที่จะจบถ้อยแถลงครั้งนี้
เมื่อสองถึงสามวันที่ผ่านมา ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงได้กล่าวว่า “อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในวอกฤตยูเครน”
ผมอยากกล่าวถึงสุภาษิตของชาวตะวันออกเกี่ยวกับการขี่หลังสัตว์ในเชิงสันทนาการ ไม่ว่าสัตว์นั้นจะเป็นเสือหรือมังกรก็ตาม ซึ่งผมขอใช้เสือเป็นตัวอย่างในบริบทนี้ การขี่หลังเสืออาจเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทาย แต่คงไม่มีใครที่อยากจะสนุกกับการขี่หลังเสือนั้นต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น คำถามที่อาจเกิดขึ้นในใจ คือ “เราจะลงจากหลังเสืออย่างไรให้แคล้วคลาด โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเสือตัวนั้น”
จากแง่มุมนี้ คำถามดังกล่าว จึงเรื่องลำบากใจที่จะตอบ ผมจึงมีข้อเสนอที่ได้ประมวลจากเหตุปัจจัยทั้งปวง และข้อเสนอดังกล่าวก็ไม่ได้หลุดไปจากสัจนิยมทางการเมืองระหว่างประเทศ (realpolitik free) ทางออกหนึ่งที่ดูเหมือนจะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก่อนสุดท้ายของปี คือ การสร้างโอกาสแรกและโอกาสทองให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของวิกฤตยูเครนได้รวมตัวกัน ณ สามแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะผู้ที่มีสิทธิในการเข้าร่วมอย่างชอบธรรม
สถานที่สามแห่งที่กล่าวถึงข้างต้น ได้แก่ หนึ่ง พนมเปญ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน สอง บาหลี ในช่วงการประชุม G20 และสาม กรุงเทพมหานคร ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสามารถเลือกพบกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งข้างต้น หรือทั้งหมดตามแต่เหมาะสม เพื่อหารือทางออกที่เป็นไปได้สำหรับวิกฤตความตึงเครียดระดับโลกในยูเครน
สหประชาชาติ ในฐานะองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทและกลไกที่เกี่ยวข้องในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลก สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามหาทางออกร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียข้างต้น
ผมจึงหวังว่า เหล่ามหาอำนาจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในการแก้ไขปัญหาวิกฤตยูเครนครั้งนี้ผ่านไป

