‘ดุลยภาค ปรีชารัชช’ วิเคราะห์ 2 ความน่าจะเป็นในจีน เรื่องข่าวลือรัฐประหาร ‘สีจิ้นผิง’

26.09.22 | 22:35 น.

‘ดุลยภาค ปรีชารัชช’ วิเคราะห์ 2 ความน่าจะเป็นในจีน เรื่องข่าวลือรัฐประหาร ‘สีจิ้นผิง’

เมื่อวันที่ 26 กันยายน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา อาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เผยแพร่ข้อเขียน เรื่อง รัฐประหารเงียบในจีน วิเคราห์ข่าวลือเรื่องการรัฐประหาร ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในจีน โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

“เรื่องข่าวลือการยึดอำนาจสีจิ้นผิงในจีน ผมเห็นว่ามีคำอธิบายสองแนวทางหลักๆ

1. ถ้าเป็นข่าวปลอม คำอธิบายจะมีลักษณะที่ว่าสีจิ้นผิงก็แค่อยู่ในช่วงกักตัวโควิดหลังเดินทางกลับจากอุซเบกิสถาน ความเงียบของท่านสีในทางการเมืองก็อาจเป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยก่อนประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ช่วงกลางเดือนหน้าซึ่งสัมพันธ์กับการต่ออายุอำนาจของท่าน ใครทำรัฐประหารในจีนก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะการเคลื่อนพลต้องผ่านมติคณะกรรมาธิการกลางทหารซึ่งสีจิ้นผิงเป็นประธานอยู่ สีจิ้นผิงเป็นทั้งประธานาธิบดี เลาขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และผู้ควบคุมกองทัพเรียกได้ว่า “รัฐ พรรค กองทัพ” ตกอยู่ใต้อำนาจของสีอย่างเต็มที่ ยากนักที่ฐานอำนาจของท่านจักสั่นคลอน มิหนำซ้ำ สีเองก็มีนโยบายหลายประการที่ดันจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก มีโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ BRI ที่สร้างจุดเปลี่ยนให้กับระบบภูมิรัฐศาสตร์โลก ฉะนั้น ด้วยผลงานเชิงนโยบายจำนวนมากก็คงมีฐานนักธุรกิจหรือประชาชนที่ชื่นชอบหรือพร้อมปกป้องนโยบายของท่านสีอยู่ไม่น้อย

2. แต่ถ้าเป็นข่าวจริง หรือ พอมีมูลให้เชื่อถืออยู่บ้าง คำอธิบายจะเน้นว่าห้วงที่สีเดินทางไปอุซเบกิสถานถือเป็นเวลาเหมาะที่จะยึดอำนาจ เพราะเป็นการเดินทางออกต่างประเทศครั้งแรกของสีในรอบสองปี สีเองก็บินกลับจากอุซเบกิสถานแบบกะทันหันก่อนกำหนดและเขาก็หายเงียบไปนับแต่นั้นมา การยึดอำนาจผู้นำระดับสูงก็ไม่ใช่สิ่งผิดปกติในการเมืองจีน จ้าวจื่อหยาง อดีตรองประธานพรรคและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยถูกกวาดล้างทางการเมืองและถูกจับกุมให้อยู่แต่ในบ้านพักตลอดชีวิต แม้สีจะกุมทั้งรัฐ พรรค กองทัพ จนยากที่ใครจะล้มอำนาจของสี แต่ถ้าเกิดแนวร่วมเครือข่ายอำนาจของอดีตผู้นำสูงสุดของจีนที่มากบารมี เช่น เจียงเจ๋อหมิน หูจิ่นเทา ร่วมกับกลุ่มผู้นำพรรคและรัฐระดับสูงที่พึ่งถูกสีกวาดล้างอำนาจและดำเนินคดีตามกฎหมายไปหมาดๆ บวกกับแม่ทัพนายกองที่อาจไม่พอใจบทบาทของสีในคณะกรรมาธิการกลางทหาร ก็อาจเกิดกลุ่มก้อนแห่งอำนาจที่ทรงพลังพอที่จะงัดข้อหรือล้มอำนาจสีได้

มิหนำซ้ำ การที่สีแหวกขนบการสืบทอดอำนาจจีนด้วยการต่ออำนาจเป็นสมัยที่สามและการเปลี่ยนธรรมเนียมระบบผู้นำร่วม (Collective Leadership) ที่เป็นหลักปฏิบัติในการตัดสินใจทางการเมืองในยุคก่อนหน้า เช่นในสมัยเจียงเจ๋อหมิน มาเป็นแบบผู้นำเดี่ยวที่อำนาจตัดสินใจหลักๆจะอยู่ในมือของสีจิ้นผิงแต่เพียงผู้เดียว ก็ย่อมสร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มการเมืองบางพวกจนต้องรวมพลังกันเพื่อถ่วงดุลหรือล้มอำนาจสี และการยึดอำนาจตัดหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่ที่จะมีขึ้นกลางเดือนหน้าก็ถือเป็นเวลาที่เหมาะเจาะยิ่งนัก

Advertisement

โดยส่วนตัว ผมเองคิดว่าความน่าจะเป็นที่สีจะถูกรัฐประหารเป็นเรื่องที่มิอาจฟันธงได้แบบหนักแน่นนักและมีเปอร์เซ็นต์ที่เกิดขึ้นได้น้อยด้วย นักวิชาการจำนวนมากก็ฟังธงว่าเรื่องรัฐประหารสีจิ้นผิงเป็นข่าวปลอมแน่นอน แต่ถ้าเราจะบอกว่ารัฐประหารในบริบทนี้ หมายถึง การทำรัฐประหารเงียบที่มีการริบอำนาจสีในบางตำแหน่งหรือบางส่วนเพื่อนำไปสู่การจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในระบบการเมืองจีน เป็นการควบคุมตัวท่านผู้นำและคนใกล้ชิด มากกว่าจะมีการเคลื่อนรถถังปิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วกรุงปักกิ่งและปิดเส้นทางบิน เส้นทางเดินรถกันแบบขนานใหญ่ มันก็อาจพอมีมูลให้วิเคราะห์ต่อกันได้บ้าง

ในโครงสร้างแบบรัฐพรรค (Party State) ของจีน ที่มีรัฐ พรรค กองทัพ เป็นองคาพยพสำคัญนั้น อำนาจรัฐมาจากปลายกระบอกปืน แต่พรรคจักต้องคุมกระบอกปืนไว้ให้มั่น ในเงื่อนไงแบบนี้ กองทัพไม่ใช่สถาบันการเมืองที่เอกภาพบังคับบัญชาตกอยู่ในมือของผู้นำเหล่าทัพแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่จะมีผู้นำพรรคเข้ามาควบคุมสายบังคับบัญชาของกองทัพด้วย ในการนี้ การก่อรัฐประหารโดยกองทัพจึงทำได้ยากเพราะกองทัพไม่สามารถแยกขาดจากพรรคได้ ทว่า ถ้าเกิดขั้วอำนาจที่ผนึกกำลังกันเพื่อลดทอนอำนาจสี เช่น มีกลุ่มขั้วชนชั้นนำที่อยู่ในโครงสร้างรัฐ พรรค และ กองทัพ ที่ไม่พอใจการรวบอำนาจที่มากไปและระยะเวลาการปกครองที่นานไปของสี ร่วมมือประสานพลังแบบโยงใยข้ามสถาบันการเมือง มันก็อาจเกิดการรวมตัวกันในขั้วอำนาจนี้เพื่อควบคุมบีบรัดให้สีต้องลงจากตำแหน่งหรือยอมลดบทบาททางการเมืองลงบ้าง ถ้าเป็นการบีบให้สีลงจากทั้งตำแหน่งสูงสุดในพรรค รัฐและกองทัพ ก็ต้องใช้พละกำลังมหาศาลและมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าตัดสีออกจากตำแหน่งบางจุด เช่น ให้หลุดจากวงกองทัพเท่านั้น ก็อาจไม่ต้องใช้กำลังมากนัก แต่ก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่ เพราะปัจจุบันคนที่อยู่ในสายของท่านสีก็เข้าควบคุมตำแหน่งสำคัญในกองทัพอยู่มาก แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จักเป็นไปไม่ได้เลย (มีข่าวแว่วเหมือนกันว่าผู้นำกองทัพจีนบางส่วนไม่พอใจสีเกี่ยวกับนโยบายตอบโต้สหรัฐฯและไต้หวัน รวมถึงนโยบายความมั่นคงจีนที่มีต่ออินเดียและเรื่องแนวโน้มท่าทีจีนที่มีต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน)

หากเป็นตามข่าวลือที่ว่าสีถูกปลดออกจากวงควบคุมในกองทัพจริง ก็ต้องวิเคราะห์ต่อว่าใครจะขึ้นมากุมกองทัพปลดแอกประชาชนจีน กรณีนายพลลี่ (Li Qiaoming) (ที่กำลังเป็นข่าวว่าจะเข้ามามีอำนาจสูงสุดในกองทัพจีน) ก็มาจากกองทัพยุทธบริเวณภาคเหนือ แต่ตำแหน่งแม่ทัพภาคจะเพียงพอให้เขาขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในกองทัพจีนได้ไหม เพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่ทรงพลังสูงสุดในกองทัพ นอกเสียจากนายพลท่านนี้จะมีพลังพิเศษทางการเมืองอื่นๆเป็นตัวช่วย

ครับ เราไม่รู้แน่ชัดว่าจะเชื่อข่าวรัฐประหารเงียบในจีนได้มากแค่ไหน การไขข้อข้องใจที่ดีที่สุดคือการปรากฎตัวของสีในที่สาธารณะ กระนั้น เรื่องที่สีจะถูกยึดหรือลดทอนอำนาจก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อในวงวิชาการ ปีที่แล้ว Lowy Institute สถาบันคลังสมองทางยุทธศาสตร์ในออสเตรเลียเคยวิเคราะห์ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจของสี ซึ่งมีทั้งแบบที่สีลงจากอำนาจในปี 2565 และเปลี่ยนผ่านการเมืองแบบเรียบร้อย แบบที่ว่าสีจะต่ออายุอำนาจแล้วค่อยวางแผนลาออกในการประชุมพรรคครั้งที่ 21 หรือ 22 นั่นก็คือปี 2570 กับ 2575 หรือ การที่สีถูกท้าทายอำนาจและอาจถูกรัฐประหาร และแม้กระทั่งการที่สีเสียชีวิตแบบกะทันหันโดยไม่ทันคาดคิด การคาดการณ์ของโลวี ส่วนหนึ่งคงมาจากการเห็นกระแสคลื่นใต้น้ำที่มีฝ่ายการเมืองมิน้อยที่ไม่พอใจการรวบอำนาจที่มากไปของสีและส่วนหนึ่งก็มาจากตัวแบบของปัญหาการสืบทอดอำนาจที่พบเห็นได้ทั่วไปในรัฐเผด็จการต่างๆทั่วโลกและก็ในประวัติศาสตร์การเมืองจีนสมัยใหม่

นอกจากนั้น ในหนังสือเรื่อง “China Coup” ของ Roger Garside นักวิชาการด้านการเมืองการทูตจีน ซึ่งพิมพ์โดย University of California Press เมื่อปี 2564 ก็วิเคราะห์ไว้ว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะถูกรัฐประหารโดยคู่แข่งทางการเมืองในเร็วๆนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความมั่นใจในการรวบอำนาจที่มากไปของสี ทำให้สีมีศัตรูการเมืองจำนวนมาก แม้ Garside จะมองว่าหลังรัฐประหารสี จีนจะเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นแบบที่ Garside มองไหมหรือจีนยังคงเป็นรัฐเผด็จการพรรคเหมือนเดิม) แต่การโต้เถียงทางวิชาการและข้อมูลในหนังสือของ Garside ก็มีน้ำหนักชวนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจและเกมการเมืองชนชั้นนำจีนมิใช่น้อยจนดูเหมือนว่าเส้นทางต่ออำนาจของสีย่อมมีอุปสรรคขวางทางอยู่เป็นระยะ

สุดท้ายแม้ว่าข่าวรัฐประหารจีนจะจริงหรือเท็จ หรือจริงบางส่วนเท็จบางส่วน แต่ฉากทัศน์เกี่ยวกับการยึดอำนาจหรือการทอนอำนาจของสีก็ได้ก่อรูปขึ้นแล้ว เส้นทางการเมืองของสีนับจากนี้ น่าระทึกยิ่งนัก”

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง