ทูตไทยประจำยูเอ็นมอง
ประเด็นน่าสนใจใน GA77
หมายเหตุ ‘มติชน’ ถือโอกาสในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) สมัยที่ 77 พูดคุยกับ นายสุริยา จินดาวงศ์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ถึงประเด็นที่น่าสนใจที่ไทยผลักดัน รวมถึงภาพรวมของทิศทางและสถานการณ์การทำงานในยูเอ็นยุคปัจจุบัน

0มองการประชุม UNGA ปีนี้อย่างไร
การประชุม UNGA 76 เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทุกฝ่ายรู้สึกมีความหวังเพราะเกิดขึ้นในช่วงที่คิดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังดีขึ้น มีการพูดถึงข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (เอสดีจีส์) รวมถึงประเด็นต่างๆ อีกมากมาย
ต่อมาเมื่อเกิดสถานการณ์ในยูเครนขึ้น โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าเรารู้สึกเสียใจกับความทุกข์ยากของผู้คนในยูเครน แต่หลายประเทศก็มองว่าโลกไม่สามารถเอาทุกอย่างไปผูกไว้กับเรื่องยูเครนได้ มีการบังคับให้เลือกข้าง ซึ่งมองว่าการกระทำเช่นนั้นก็ไม่น่าจะเป็นผลดีในภาพรวม
หลายประเทศมองว่าเราควรต้องให้ความสนใจกับประเด็นอื่นๆ บ้าง และมีคนตั้งคำถามว่าทำไมประเด็นเกี่ยวกับเอสดีจีส์กลับขาดหายไป ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยังไม่จบลงทั้งหมด อาทิ ในทวีปแอฟริกา แม้หลายประเทศจะบอกว่าสถานการณ์มันดีขึ้นแล้ว นอกจากนี้เรายังเจอกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนอาหารรวมถึงพลังงานที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นในการประชุม UNGA ครั้งที่ 77 นี้ สิ่งที่ไทยอยากเห็นคือให้คนหันกลับมาให้ความสำคัญกับเอสดีจีส์ให้ได้ผลจริงในทางปฏิบัติด้วย เพราะในปี 2565 จะมีการประชุมระดับสูงว่าด้วยเรื่องเป้าหมายเอสดีจีส์ เพราะใกล้จะถึงกรอบเวลาที่วางไว้ที่จะให้บรรลุเป้าหมายเอสดีจีส์ภายในปี 2030 แต่ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องผลักดันให้เกิดความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องสุขภาพหรือการระดมเงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ประสบภาวะชะงักงัน
ประเทศส่วนใหญ่บอกว่าเราไม่ควรเอาทุกอย่างไปผูกโยงกับเรื่องยูเครน แน่นอนว่าเราเห็นใจต่อประเด็นด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น หลายประเทศในแอฟริกาก็ตั้งคำถามว่าแอฟริกามีการสู้รบกันมายาวนานแต่ทำไมไม่มีใครสนใจ เช่นเดียวกับธนาคารโลกที่ให้เงินสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโวคิด-19 ทั่วโลก ยังน้อยกว่าที่ให้ยูเครนซึ่งเกิดเหตุสู้รบขึ้นราว 7 เดือนเท่านั้น ขณะนี้ทุกคนพยายามหาทางแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังมีคนเป็นห่วงว่าสถานการณ์เกี่ยวกับไต้หวันจะบานปลาย
ทั้งหมดนี้ผมมองว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องยึดหลักสมดุล เรายึดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนเสมอ ไม่ว่าจะที่ไหนเราอยากให้มีการการยุติการสู้รบ รวมถึงในกรณีเมียนมา แต่ปัญหาอื่นๆ ของโลกก็ต้องไม่ถูกละเลยหรือไม่ได้รับการแก้ไข
มีรายงานหลายชิ้นที่ถูกจัดทำขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีชิ้นหนึ่งระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนยากจนลงและเสี่ยงที่จะอดอยากเพิ่มขึ้น สถานะเกี่ยวกับความยากจนของคนทั่วโลกได้ถอยหลังไปถึง 4 ปี ประกอบกับราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ลงไปอีก บางคนบอกว่านี่เป็นผลจากการปิดล้อมการส่งออกธัญพืชในยูเครน ขณะที่อีกฝ่ายก็บอกว่าเป็นผลจากการใช้มาตรการคว่ำบาตร
แน่นอนว่าทุกคนเห็นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การดำเนินการทุกอย่างต้องมีความสมดุล เราต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและความอยู่รอดของมนุษยชาติในสถานที่อื่นๆด้วย แต่ยอมรับว่าปัจจุบันการทำงานกันในยูเอ็นมีความยากมากขึ้น
0บรรยากาศโดยรวมของการเดินทางมาร่วมประชุม UNGA แบบพบตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปีเป็นอย่างไรบ้าง
การประชุม UNGA ครั้งที่ 77 นี้มีผู้นำเดินทางมาด้วยตัวเอง 120 ประเทศและยังมีผู้แทนจากหลายระดับ ถือเป็นการประชุมเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 2 ปีหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังตั้งคำถามว่ายูเอ็นจะทำอะไรได้บ้าง มีปัญหาสงคราม ความขัดแย้งในที่ต่างๆ ปัญหาเรื่องโควิด-19 ราคาอาหารและราคาน้ำมันแพง
อย่างน้อยที่สุดยูเอ็นก็สามารถเป็นพื้นที่สำหรับการกำหนดนโยบายรวมถึงทัศนะต่อเรื่องต่างๆ ในโลก โดยปกติยูเอ็นจะมีข้อมติออกมาเพื่อสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประเทศส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งเราก็หวังว่าถ้าเป็นประเด็นที่มีข้อมติก็ต้องถือว่าเป็นมติของประชาคมโลก ในการช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่างๆ

0การเดินทางมาร่วมประชุม UNGA ของรองนายกฯและรมว.กต.ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างไร
การเดินทางมาครั้งนี้ในภาพรวมแล้วเรามีเป้าหมายหลายอย่างด้วยกัน แต่ในภาพรวมคือจะทำอย่างไรให้ยูเอ็นสามารถที่จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและต่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเอสดีจีส์
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยูเอ็นให้ความสำคัญในระหว่างที่ท่านรองนายกฯและ รมว.กต.ได้พบหารือกับ นายอันโตนิอู กุแตเรส เลขาธิการยูเอ็นก็ยังบอกเองว่า ประเด็นเอสดีจีส์กำลังอยู่ในวิกฤต เพราะขณะนี้มีปัญหามากมาย ผู้คนไม่ให้ความสนใจ จึงชักชวนประชาคมโลกรวมถึงไทย ให้ช่วยกันทำให้เอสดีจีส์กลับมาอยู่ในสภาพปกติ
เอสดีจีส์เป็นประเด็นที่เราผลักดันพอสมควรแต่ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายองค์ประกอบของสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป้าหมายระยะยาวจริงๆ คือทำอย่างไรคือทำให้เราเกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะความหวังว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากโควิดไปสู่สภาพปกติ
ท่านรองนายกฯและ รมว.ดอน ให้ความสำคัญกับการผลักดันเรื่องเอสดีจีส์ และเตือนว่ายูเอ็นต้องไม่ลืมประเด็นดังกล่าว รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ยูเอชซี) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนในทุกประเทศสามารถเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้ เพราะหากผู้คนไม่มีสุขภาพที่ดีก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเอสดีจีส์ได้เช่นกัน เช่นเดียวกับเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ในภาพรวมก็เป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญด้วย
ในการประชุมครั้งนี้เราเป็นเจ้าภาพจัดเวทีหารือเกี่ยวกับประเด็นเรื่องยูเอชซี มีประเทศญี่ปุ่น จอร์เจีย และองค์การอนามัยโลกร่วมเป็นประธาน ซึ่ง นายเท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกมาเข้าร่วมด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าภาพจัดเวทีคู่ขนานเรื่องการดำเนินตามเป้าหมายเอสดีจีส์และความยั่งยืนหลังการฟื้นตัวของโควิด-19 ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน เพื่อนำเอาความร่วมมือที่ทำระดับภูมิภาคมาเสริมกับเวทีโลก และยังได้เข้าร่วมเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรี COVID-19 Global Action Plan (GAP) for Enhanced Partnership ของสหรัฐด้วย
ไทยเลือกที่จะจัดและเข้าร่วมเวทีคู่ขนานในประเด็นที่เห็นว่าจะช่วยให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย (win-win) และเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติ เราไม่อยากให้มีการทำให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นเรื่องการเมือง เพราะในความเป็นจริงแล้วมันล้วนแต่เป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในที่สุดจะช่วยนำไปสู่การทำให้เกิดความมั่นคงของมนุษย์ที่เป็นหัวใจของทุกสิ่งควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และเอสดีจีส์ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการแก้ไขปัญหาที่มีความสำคัญต่อโลกได้อย่างแท้จริง
เราทำงานกันทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคก็เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่เราทำตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ผู้นำโลกและผู้แทนระดับสูงได้มารวมตัวกันในเวที UNGA

