WHO ยังไม่แนะนำ วัคซีนโควิดต้านโอมิครอน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน (SAGE) ขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะทำให้แนะนำให้ผู้คนฉีดวัคซีนโควิดที่มีการปรับปรุงใหม่ที่พุ่งเป้าไปยังโควิดสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนเป็นการเฉพาะ
วัคซีน mRNA ต้านโควิดรุ่นใหม่ที่พุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน ประกอบด้วย บีเอ.1 บีเอ.4 และบีเอ.5 ร่วมกับไวรัสโควิดดั้งเดิม ผ่านการรับรองจากหลายประเทศให้ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยมีการเปิดให้ฉีดแล้วในบางประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ดี SAGE ให้ความเห็นว่า วัคซีนที่การปรับให้รับมือกับสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกอาจให้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น โดยข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้มีการออกคำแนะนำพิเศษใดๆ สำหรับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่สามารถรับมือกับไวรัสหลายสายพันธุ์ย่อย เหนือกว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นดั้งเดิม
เลขาธิการบริหารของ SAGE ชี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญพบว่าวัคซีนใหม่มีผลในการต่อต้านในระดับเดียวกับวัคซีนดั้งเดิม และมีผลต่อสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนเหนือกว่าเล็กน้อย ซึ่งถือได้ว่ามีผลเพิ่มขึ้นพอประมาณเท่านั้นจากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ
SAGE ระบุว่า สิ่งที่ยังไม่สามารถทำได้คือการเชื่อมโยงผลที่ได้ในห้องปฏิบัติการเข้ากับการเพิ่มขึ้นของการป้องกันทางคลินิก เพราะยังไม่มีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และเนื่องจากการให้คำแนะนำของเราควรยืนอยู่บนหลักฐานข้อมูลล เราจึงยังไม่อาจให้คำแนะนำเป็นพิเศษสำหรับวัคซีนตัวใหม่
อย่างไรก็ดี SAGE ยืนยันว่า วัคซีนเหล่านี้มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการป้องกัน คือเราต้องรับวัคซีนจริงๆ ไม่ว่ามันจะถูกปรับแต่งให้รับมือกับโอมิครอนหรือไม่ก็ตาม และนี่คือส่งที่จะสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่เท่าใดก็ตาม
ปัจจุบันโควิดสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนคิดเป็นสัดส่วนถึง 99.9% ที่มีการรายงานการแพร่ระบาดทั่วโลกในช่วง 30 วันที่ผ่านมา โดย บีเอ.5 มีสัดส่วนที่ 81% บีเอ.4 ที่ 8% และบีเอ.2 ที่ 3% ขณะที่จากตัวเลขขององค์การอนามัยโลกเมื่อต้นเดือนตุลาคม ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่มากกว่า 615 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6.5 ล้านคนทั่วโลก

