ทั่วโลกจับตา ศาลรัฐธรรมนูญอินโดฯ พิจารณาคำร้องเรื่องสิทธิมนุษยชนในเมียนมา
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม เว็บไซต์ของเดอะจาการ์ตาโพสต์ เผยแพร่บทความ ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อินโดนีเซียได้มีการริเริ่มทางกฎหมายที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ในการต่อต้านกองทัพเมียนมา และตอนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียยังคงพิจารณาคำร้องที่ขอให้ศาลทบทวนกฎหมายสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ
ซึ่งหากการร้องเรียนประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดทางให้อินโดนีเซียสามารถสอบสวนคดีอาชญากรรมต่อบรรดาสมาชิกของกองทัพเมียนมาได้ และจะกลายเป็นคดีแรกในอินโดนีเซีย หนึ่งในสมาชิกของอาเซียน ที่จะสามารถเข้าไปสอบสวนผู้นำการปฏิวัติ-รัฐประหารได้ คล้ายกับการสอบสวนที่เคยมีในอาร์เจนตินาและตุรกีภายใต้หลักการของเขตอำนาจตามหลักสากล
ทั้งนี้ มีการประเมินว่า นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารขึ้นในเมียนมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 มีผู้ถูกสังหารไปแล้วกว่า 2,300 ราย และถูกควบคุมตัวหรือบังคับให้สูญหายอีกกว่า 15,000 คน
นอกจากนี้ กลุ่มผู้นำทหารของเมียนมา ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในรัฐยะไข่ ของเมียนมา เมื่อ 5 ปี ทำให้ชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คน ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่บังกลาเทศ
สำหรับผู้ยื่นคำร้องเรียนเรื่องเมียนมาต่อศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือในอินโดนีเซียและภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น มาร์ซูกี ดารุสมาส อดีตอัยการอินโดนีเซีย, บูซีโร มูคอดดาส หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มมูฮัมมาดียาห์ องค์กรการกุสลของมุสลิม ที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และซาสมิโต มาดริม ประธานกลุ่มพันธมิตรผู้สื่อข่าวอิสระอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียได้มีหลักประกันว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ด้วยการใช้คำว่า “ทุกคน” ในมาตราเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียยังได้ให้คำมั่นที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยไม่คำนึงถึงเรื่องของสัญชาติด้วย
บทความระบุด้วยว่า อินโดนีเซีย ถึงวาระที่จะเป็นประธานอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ขณะที่มีความไม่พอใจมากขึ้นเกี่ยวกับแผน “ฉันทามติ 5 ข้อ” เพื่อยุติความรุนแรงในเมียนมาและการปูทางสู่การเจรจา ไม่มีความคืบหน้า การขึ้นเป็นประธานอาเซียนของอินโดนีเซีย จึงถูกจับจ้องว่าจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเมียนมาขึ้นได้หรือไม่
ทั้งนี้ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียจะมีความเป็นอิสระ หากแต่การพิจารณาดังกล่าวก็จะถูกจับจ้องจากทั่วโลกและจะเป็นประโยชน์ต่อการพูดถึงทั่วอาเซียน
มากกว่านั้น การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการส่งสัญญาณอันทรงพลังไปยังบรรดาผู้นำทหารของเมียนมาที่ไม่ได้สนใจกับการร้องขอของอาเซียน ว่าการกระทำใดๆ ของรัฐบาลทหารเมียนมา ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายของภูมิภาคที่ตั้งใจพยายามจะสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการทูตที่ดีขึ้นทั้งในและนอกเอเชียตะวันออก
บทความระบุตอนท้ายว่า หากศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียเปิดทางให้มีการพิจารณาคดี จะถือเป็นชัยชนะของกระบวนการยุติธรรมอินโดนีเซีย ชัยชนะด้านการทูตของอินโดนีเซียในภูมิภาค ชัยชนะสำหรับอาเซียน และสำคัญที่สุด เป็นชัยชนะสำหรับชาวเมียนมา 55 ล้านคน

