‘ดอน’ ย้ำข้อดีต่อไทย ในฐานะเจ้าภาพเอเปค คุยผลงานชิ้นโบแดง กต.
เมื่อเวลา 08.05-09.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เสวนาในรายการ “คุยเรื่องบ้าน คุยเรื่องเมือง คุยทุกเรื่องกับรัฐมนตรี” ที่เผยแพร่ผ่านคลื่นวิทยุทาง FM 92.5 MHz และเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมถึงเฟซบุ๊ก Radio Thailand Live โดยมีประเด็นการพูดคุยภายใต้หัวข้อ “ผลงานสำคัญด้านการต่างประเทศของไทย และความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปค”
ในเรื่องการเป็นเจ้าภาพเอเปคครั้งที่ 29 ของไทยในปีนี้ นายดอนกล่าวว่า การประชุมครั้งสำคัญด้านการค้าและการลงทุนนี้ จะเป็นการรวมตัวของผู้นำเขตเศรษฐกิจโลกครั้งแรกในรอบ 3 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 โดยผลดีของการประชุมที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ประการหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับไทยในการเป็นผู้นำเขตเศรษฐกิจอื่นให้เดินตามเป้าหมายทางเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ที่ไทยตั้งไว้ ภายใต้หัวข้อ “Open Connect Balance” ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกหลังโควิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงต่างๆ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพและความคิดสร้างสรรค์ตามมาอย่างมีสมดุล
สำหรับผลงานสำคัญด้านการต่างประเทศไทย นายดอนกล่าวว่า เนื่องจากโลกของเรามันเชื่อมโยงกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารที่ทันสมัยมากขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศต้องมีการตื่นตัวมากขึ้น แบบ 365 องศา++ ที่หมายถึงต้องพร้อมรับสถานการณ์ในทุกๆ ด้าน พร้อมทั้งเรียนรู้เรื่องราวในอดีตเพื่อเตรียมตัวสำหรับเรื่องในอนาคต เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไทย
นายดอนยังเล่าอีกว่า การทูตของไทยมีการนำ “อำนาจละมุน” (Soft Power) หรือที่ในช่วงหลังมีการเรียกว่า “อำนาจฉลาด” (Smart Power) มากขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ตั้งแต่การส่งออกจุดแข็งและสร้างความตระหนักถึงของไทยในเวทีโลก อาทิ ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาการทางด้านการแพทย์ต่างๆ ไปจนถึงการนำเข้าสิ่งดีๆ จากโลกภายนอกเข้ามาประยุกต์ใช้ในประเทศ เพื่อให้สังคมไทยนำเอา “Best practices” ไปต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคนไทยในทุกแวดวง จุดนี้เป็นเพราะไทยมีเครือข่ายในนานาชาติ นั่นคือ สถานเอกอัครราชทูตที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยในต่างแดนเพื่อประโยชน์ของชาติ
สิ่งสำคัญคือการสร้างความรับรู้ แต่รองนายกฯย้ำว่า ไทยต้องเผยแพร่ข้อมูลให้ครบถ้วน เป็นต้นว่า ไทยได้ยกระดับมาตรฐานในประเด็นสมัยใหม่ตามหลักการสากลให้ดีขึ้น จากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายในประเทศและองค์กรระดับนานาชาติ อาทิ การแก้ไขปัญหามาตรฐานการบินพาณิชย์ การแก้ไขปัญหาการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การแก้ไขการค้ามนุษย์ ความมั่นคงที่ครอบคลุมในทุกด้าน ตั้งแต่ความเข้มแข็งทางทหาร อาหาร พลังงาน สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้ร่มของ “ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไทยยึดเป็นที่ตั้งในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2019 ภายใต้หัวข้อ “Advancing Partnership for Sustainability” ที่สอดคล้องกับ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติ โดยในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ผลงานที่โดดเด่นอันหนึ่งคือ การที่ไทยสามารถผลักดัน “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” (RCEP) และสามารถส่งไม้ต่อให้เวียดนามดำเนินการการลงนามได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ผลงานด้านกงสุล รองนายกฯกล่าว่า ทุกอย่างมีการพัฒนา อาทิ การออกหนังสือเดินทางของไทยไวขึ้น มีมาตรฐานสูงขึ้น และเป็นต้นแบบให้กับชาติอื่น การทำ E-Visa ที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญ คือการดูแลผลประโยชน์ของไทยในต่างประเทศโดยสถานกงสุลใหญ่ ร่วมกับสถานทูตไทย ไม่ว่าจะในยามปกติ หรือยามวิกฤต หน่วยงานของไทยในต่างประเทศก็เข้าช่วยเหลืออย่างแข็งขัน

