หน้าแรก ต่างประเทศ สี จิ้นผิง ย้...

สี จิ้นผิง ย้ำต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น ยันการแก้ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องของคนจีน

16.10.22 | 12:02 น.
AP

สี จิ้นผิง ย้ำต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น ยันการแก้ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องของคนจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ มหาศาลาประชาคม ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวเปิดการประชุมซึ่งจะมีขึ้นเป็นระยะเวลาราว 1 สัปดาห์ และในงานดังกล่าว ประธานาธิบดีสีจะรักษาตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนได้เป็นสมัยที่ 3


ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีสีได้ขึ้นกล่าวเปิดการประชุมโดยกล่าวชื่นชมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ช่วยกันปกป้องความมั่นคงของชาติ รักษาเสถียรภาพทางสังคม รวมทั้งรักษาชีวิตของประชาชนชาวจีน และช่วยกันควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายในฮ่องกง หลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนในปี 2019

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสียังได้กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันว่า จีนได้พยายามอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับการแบ่งแยกดินแดน และการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว และความสามารถในการที่จะดูแลรักษาอธิปไตยของจีน รักษาความเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนจีน รวมถึงการต่อต้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน โดยคำกล่าวของประธานาธิบดีสีได้รับเสียงปรบมือจากบรรดาผู้ที่เข้าร่วมงานประชุมกว่า 2,300 คน

ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน ประธานาธิบดีสีเผยว่า ยังไม่ปิดโอกาสที่จะใช้กำลังทหารในการเข้ายึดครองไต้หวัน พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวันเป็นเรื่องของชาวจีน และต้องแก้ไขโดยชาวจีนเท่านั้น จีนจะยึดมั่นในการที่จะทำให้การควบรวมไต้หวันของจีนเป็นไปอย่างสงบด้วยความจริงใจ และภายใต้ความพยายามอย่างสูงสุด อย่างไรก็ตาม จีนจะไม่ปิดโอกาสที่จะใช้กำลังทหารในการควบรวมไต้หวัน และจะเก็บตัวเลือกนี้เอาไว้เพื่อเป็นมาตรการที่จำเป็น

Advertisement

ประธานาธิบดีสีกล่าวอีกว่า จีนต่อต้านแนวคิดยุคสงครามเย็นในการดำเนินการทูตระหว่างประเทศ โดยจีนยึดมั่นที่จะต่อต้านการใช้ความเป็นใหญ่ และอำนาจการเมืองทุกรูปแบบ ต่อต้านแนวคิดสงครามเย็น ต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และต่อต้านความสองมาตรฐาน ประธานาธิบดีสีกล่าวอีกด้วยว่า จีนจะไม่มองหาความเป็นใหญ่ และจะไม่คิดถึงเรื่องการขยายอาณาเขตของประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีสีปกป้องนโยบายโควิดเป็นศูนย์ว่า นโยบายดังกล่าวได้ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนชาวจีนในระดับสูงสุด และผลลัพธ์ที่ได้ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และประธานาธิบดีสีได้กล่าวอีกว่า นโยบายโควิดเป็นศูนย์มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยของชาวจีน

หลังอยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ประธานาธิบดีสีได้ปรับให้ประเทศจีนมีความเป็นเผด็จการมากกว่าเมื่อก่อน โดยประธานาธิบดีสีให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ และนโยบาย “เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” รวมถึงการแสดงออกทางการทูตที่แข็งกร้าวขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกองทัพจีน และเพิ่มแรงกดดันในการเข้ายึดครองไต้หวัน บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่านโยบายของจีนหลังประธานาธิบดีสีรักษาตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนเป็นสมัยที่ 3 อาจไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงดำรงตำแหน่งสมัยก่อนหน้ามากนัก