ไบเดนวิพากษ์แผนศก. ลิซ ทรัสส์ ลั่นไม่กังวลถึงดอลลาร์แข็งค่า
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับก่อนของนางลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษว่าเป็นความผิดพลาด ขณะที่ผู้นำสหรัฐระบุไม่มีความกังวลถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นางลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีได้ปลดนายกวาซี กวาร์เต็ง รัฐมนตรีคลังออกจากตำแหน่ง และยกเลิกนโยบายทางเศรษฐกิจบางประการ หลังแผนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของเธอสร้างความปั่นป่วนไปทั่วตลาดการเงิน ทั้งยังทำให้ค่าเงินปอนด์ดำดิ่ง
ก่อนหน้านี้ สหรัฐปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนางทรัสส์ ซึ่งจะมีการยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้สูงสุด 45% ในกลุ่มผู้มีรายได้สูง อย่างไรก็ดี นายไบเดนได้ออกมากล่าวถึงนโยบายทางการเงินของนางทรัสส์กับผู้สื่อข่าวระหว่างหยุดพักที่ร้านไอศกรีมในรัฐโอเรกอนหลังเดินทางหาเสียงในฝั่งตะวันตกของสหรัฐว่า ตนไม่ใช่คนเดียวที่คิดว่าแผนเศรษฐกิจดังกล่าวคือความผิดพลาด
“ผมว่าความคิดที่จะลดภาษีให้กลุ่มคนที่ร่ำรายอย่างมากในเวลาที่ เอาเถอะ ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ตัดสินใจคืออังกฤษ ไม่ใช่ผม” ไบเดนกล่าว
นายเจเรมี ฮันท์ รัฐมนตรีคลังของอังกฤษคนใหม่กล่าวเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า จะมีการขึ้นภาษีบางรายการในประเทศ และจำเป็นจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายต่างๆ ที่ยากลำบาก คำกล่าวของนายฮันท์สะท้อนให้เห็นว่าทรัสส์ตัดสินใจผิดพลาด ขณะที่ตัวของทรัสส์กำลังพยายามอย่างหนักที่จะรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ
ในขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อก็กำลังส่งผลกระทบกับสหรัฐ และหลายประเทศทั่วโลก สร้างปัญหาให้กับนายไบเดนก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งรวมถึงการที่สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นพุ่งสวนทางกับสกุลเงินอื่นๆ
ประธานาธิบดีไบเดนเผยว่า เขาไม่ได้กังวลถึงการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่กังวลพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลก และยังกล่าวอีกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังไปได้ดี โดยกล่าวว่า “เศรษฐกิจของเราแข็งแกร่งเป็นบ้า และเป็นการแข็งแกร่งจากภายใน สภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นกับทั่วโลก และหลายประเทศได้รับผลกระทบหนักกว่าที่สหรัฐกำลังเผชิญเสียอีก”
ไบเดนกล่าวด้วยว่า ปัญหาเศรษฐกิจของโลกในขณะนี้คือขากการการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศอื่นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหรัฐในขณะนี้

