ไบเดนกลับลำ หันพึ่งนโยบายทรัมป์ สกัดผู้ลี้ภัย
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ผู้ซึ่งเคยประณามนโยบายสกัดกั้นการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะรณรงค์หาเสียงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายและกีดกันผู้คน กลืนน้ำลายตัวเองโดยหันกลับมาใช้คำสั่งของทรัมป์เพื่อสกัดกั้นผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลา ที่เขาเคยระบุว่าหลบหนีความโหดร้ายของรัฐบาลสังคมนิยมภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไบเดนได้นำข้อบังคับที่ใช้ในสมัยทรัมป์ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า Title 24 กลับมาใช้อีกครั้ง โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐภายใต้การนำของไบเดนได้ยื่นเรื่องต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อปฏิเสธการรับชาวเวเนซุเอลาที่เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศซึ่งกำลังประสบภาวะวิกฤตไม่ให้สามารถขอลี้ภัยที่ชายแดนสหรัฐได้

ภายใต้นโยบายใหม่ของไบเดน ชาวเวเนซุเอลาที่เดินหรือว่ายน้ำข้ามพรมแดนทางใต้ของสหรัฐจะถูกขับไล่ออกไป ขณะที่ชาวเวเนซุเอลาที่เดินทางเข้าไปในเม็กซิโกและปานามาอย่างผิดกฎหมายจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้เดินทางมายังสหรัฐ แต่สหรัฐจะรับชาวเวเนซุเอลา 24,000 คนที่เดินทางเข้ามาทางสนามบิน ในลักษณะเดียวกับที่สหรัฐให้สิทธิ์กับชาวยูเครนเมื่อเกิดการรุกรานของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์
ขณะที่เจ้าหน้าที่ชาวเม็กซิโกเปิดเผยว่า สหรัฐได้ทำความตกลงกับเม็กซิโกที่จะยอมรับชาวเวเนซุเอลา 1 คนให้ลี้ภัยด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม เพื่อแลกกับชาวเวเนซุเอลา 1 คนที่สหรัฐจะขับออกไปยังเม็กซิโก ดังนั้นเมื่อฝ่ายบริหารของไบเดนรับชาวเวเนซุเอลา 24,000 คนเข้ามา เม็กซิโกก็จะต้องรับชาวเวเนซุเอลา 24,000 คนที่ถูกขับออกจากสหรัฐไป
นโยบายซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของทำเนียบขาวมีขึ้นก่อนจะถึงวันเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 8 พฤศจิกายนเพียงไม่นาน และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วจากนักเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้อพยพซึ่งชี้ให้เห็นว่าไบเดนไม่ต่างจากทรัมป์ และย้ำว่าทุกคนมีสิทธิ์จะขอลี้ภัยไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงสหรัฐอย่างไรและมีครอบครัวอยู่ที่นี่หรือไม่
ด้านฝ่ายบริหารภายใต้การนำของไบเดนกล่าวว่า นโยบายล่าสุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มั่นใจว่าชาวเวเนซุเอลาจะเดินทางเข้ามายังสหรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นระเบียบ
ทั้งนี้ ชาวเวเนซุเอลาได้ทำการอพยพออกจากประเทศเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากความไม่มั่นคงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาบุคคลสัญชาติเวเนซุเอลาถือเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ที่เดินทางมาถึงชายแดนสหรัฐรองจากเม็กซิโก แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลาทำให้ไม่สามารถส่งกลับผู้อพยพได้ง่าย ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการบริหารจัดการ

