นพ.สุนทร อันตรเสน กับงาน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เชื่อมประชาชน ผู้คว้า ‘รางวัลการทูตสาธารณะ’ คนแรก

25.10.22 | 05:56 น.

นพ.สุนทร อันตรเสน กับงาน
โดยประชาชน เพื่อประชาชน เชื่อมประชาชน
ผู้คว้า ‘รางวัลการทูตสาธารณะ’ คนแรก

“เดินทางตระเวนไปยังที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศกว่า 80 เมือง 10 ประเทศเพื่อรักษาผู้ป่วยกว่า 70,000 รายในระยะเวลาเกือบ 50 ปี” คำกล่าวนี้ดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และเกินกำลังกว่าที่มนุษย์เดินดินคนหนึ่งจะสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่นี่คือเรื่องจริงของ นายแพทย์สุนทร อันตรเสน ผู้คว้า “รางวัลการทูตสาธารณะ” คนแรกของประเทศไทย

นายธฤต จรุงวัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตและเลขาธิการมูลนิธิไทย เล่าให้ฟังถึงที่มาของรางวัลดังกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีอายุเป็นร้อยปี แต่เราไม่เคยมีรางวัลถาวรที่จะมีการบันทึกชื่อบุคคลที่ได้รับรางวัลไปเรื่อยๆ และจะมีแผ่นจารึกติดไว้ที่กระทรวงด้วยที่เรียกว่า “รางวัลการทูตสาธารณะ” ก่อนจะขยายความว่า การทูตสาธารณะคือการทูตภาคประชาชนที่มีเป้าหมายคือต้องการให้เกิดมิตรของประเทศไทย ไม่ว่าจะจากการที่คนไทยไปทำงานกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงการทำงานกับชาวต่างประเทศในประเทศไทย คนที่ทำงานการทูตสาธาณะไม่ใช่ภาครัฐหรืออาจมีภาครัฐทำด้วย แต่เรากำลังบอกว่าเอกชนหรือปัจเจกบุคคลของไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ จากการที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทำให้คนไทยเป็นที่ยอมรับ รัก นิยม ประเทศไทยเป็นที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะจากงานที่เขาทำโดยตรง หรือสิ่งที่เขาทำแล้วมีผลให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

ปีนี้ได้ผู้ชนะรางวัลคนแรกหลังจากที่ประกาศไปทั่วโลกขอให้เสนอชื่อเข้ามา ซึ่งมีการเสนอชื่อมา 9 รายด้วยกัน คณะกรรมการมูลนิธิไทยได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มีบุคคลภายนอก สื่อมวลชน อาจารย์ ภาคประชาสังคม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาพิจารณาก่อนจะคัดมาเหลือ 3 คน และที่สุดแล้วคณะกรรมการก็เลือกนายแพทย์สุนทรให้เป็นผู้ได้รับรางวัลคนแรก

“ทำไมถึงเป็นท่าน เพราะท่านทำงานมา 30 ปีในการเดินทางไปต่างประเทศ 10 ประเทศ 80 กว่าเมือง จากทุนทรัพย์ของท่านเอง จากสหประชาชาติ และจากหน่วยงานราชการ ท่านไปช่วยเหลือคน ซึ่งบางครั้งอาการของบางคนถึงตายได้ เวลาที่ไปท่านก็ทำโดยไม่หวังผล คนเจ็บป่วยมาเป็นพันก็ทำให้หายได้ สิ่งที่ติดตัวท่านไปคือความเป็นคนไทย คนที่หายย่อมประทับใจ ประเทศไทยก็ได้อานิสงค์จากความตั้งใจของท่าน ทำให้เกิดผู้ที่ทำงานการทูตสาธารณะให้กับประเทศเรา ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จัก ยอมรับ นี่เป็นความสำคัญที่เราได้มอบรางวัลนี้ให้กับท่าน”ท่านทูตธฤตอธิบาย

ท่านทูตธฤตบอกด้วยว่า นอกจากถ้วยรางวัลแล้วยังจะมีเงินก้อนหนึ่งเพื่อให้ท่านนำไปต่อยอดการทำงาน เราต้องการให้ท่านเป็นตัวอย่างว่าคนไทยทั่วไปก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทูตสาธารณะได้ โดยเราจะพยายามส่งเสริม ถ้าใครทำได้ดีเราก็จะมอบรางวัลนี้ ภาครัฐก็ทำในระดับรัฐบาลเป็นการทูตโดยทั่วไป การทูตสาธารณะมีทั้งรัฐบาลทำและประชาชนทำ แต่เป้าหมายอยู่ที่ประชาชน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้มีงานวันนี้ขึ้นมา

Advertisement

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับมูลนิธิไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลการทูตสาธารณะประจำปี 2565 (Public Diplomacy Award) ขึ้นเป็นปีแรก ให้แก่นายแพทย์สุนทร แพทย์เฉพาะทางแผนกหูคอจมูกโรงพยาบาลราชวิถี และที่ปรึกษาโรงพยาบาลราชวิถี รวมถึงกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี อีกทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของหมอหู คอ จมูกทั่วประเทศ

การที่นายแพทย์สุนทรได้อุทิศตัวเองตลอดระยะเวลาหลายสิบปีนับตั้งแต่ปี 2518 ในการริเริ่มและดำเนินโครงการหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ ที่เข้าไปทำการรักษาเชิงรุกให้ประชาชนที่ป่วยเป็นโรคหูน้ำหนวกในชนบทและพื้นที่ห่างไกลทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาทิ ลาว เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา จีนตอนใต้ อินเดีย บังกลาเทศ ภูฏาน ติมอร์ตะวันออก และเคนยา ซึ่งเป็นที่มาของการเดินทาง “ไปมาแล้วกว่า 80 เมืองใน 10 ประเทศและช่วยรักษาผู้ป่วยแล้วกว่า 70,000 ราย” ข้างต้น

อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจแรกในการลุกขึ้นมาทำโครงการดังกล่าว? นายแพทย์สุนทรบอกว่า คงเป็นเพราะ “ปัญหา” นี่แหละที่ทำให้คุณหมอลุกขึ้นมาจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา เพราะหลังจากที่กลับมาจากการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาและมาทำงานที่ไทย ก็พบว่าในเวลานั้น ไทยมีเด็กที่เสียชีวิตจากโรคฝีหูน้ำหนวกในสมัยนั้นมากเป็นอันดับ 1 แต่กลับมีแพทย์เฉพาะทางโรคหูแค่ 10 กว่าคนซึ่งถือว่าน้อยมาก อีกทั้งยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองสำคัญอย่างกรุงเทพและเชียงใหม่เท่านั้น คนไข้จึงเข้าถึงการรักษายาก นายแพทย์สุนทรจึงตัดสินใจตั้งกลุ่มแพทย์อาสาขึ้นเพื่อเดินทางไปรักษาคนไข้ตามจังหวัดต่างๆ โดยที่บรรดาคุณหมอหาเงินสนับสนุนกันเอง จากทุนทรัพย์ส่วนตัวหรือเงินบริจาคจากคนไข้ที่มีกำลังทรัพย์และจิตศรัทธา

พอทำได้สัก 10 ปี มีความรู้ ประสบการณ์ และแผนงานที่เป็นแบบแผนมากขึ้น จึงได้ขยายขอบเขตของโครงการไปยังผู้ป่วยในต่างประเทศ เนื่องจากในขณะที่นายแพทย์สุนทรไปปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขในต่างประเทศ เห็นว่ามีหลายประเทศยังต้องการหมอเฉพาะทางโรคหูเช่นกัน โดยเริ่มครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน และขยับขยายไปยังพื้นที่อื่นต่อไปสืบเนื่องยาวนานถึงปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้นก็มีหน่วยแพทย์อาสาไปยังที่ประเทศอื่นเช่น อินเดีย เคนย่า และลาวบ้างแล้ว

นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังมีการสร้างองค์ความรู้และการจัดโครงการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงแพทย์เฉพาะทางโรคหูจำนวนมาก ทั้งในประเทศและนอกประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย “หากไปผ่าตัดให้เขาเฉยๆ เมื่อไหร่จะจบสิ้นต้องให้เขาพึ่งตัวเองได้ด้วยโดยจะทำอย่างนั้นได้เราต้องให้ความรู้แก่เขา” นายแพทย์สุนทรกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คณะกรรมาธิการพิจารณาให้ตนได้รับรางวัลนี้ แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ดำเนินโครงการดังกล่าวมายาวนาน มีปัญหาอุปสรรคที่ต้องเจอ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจอย่างมาก คือการรักษาเด็กหญิงชาวภูฏานที่ป่วยหูตึงจนเก็บกดและไม่อยากมีชีวิตอยู่ให้กลับมาได้ยินชัดขึ้น ซึ่งเป็นดั่งการพลิกชีวิตให้กับคนไข้รายนี้ และยังเป็นการเติมไฟให้ทีมแพทย์ได้ลุยงานกันต่อไป

แล้วอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้ทำโครงการนี้ต่อเนื่องทั้งในและนอกประเทศเกือบ 50 ปี? นายแพทย์สุนทรกล่าวว่ามีสามอย่าง นั่นคือ พระพุทธศาสนาที่คอยจรรโลงจิตใจ ครอบครัว-เพื่อน-หัวหน้าที่เข้าใจและเห็นความสำคัญของการแพทย์จิตอาสา และเครือข่ายลูกศิษย์ที่คอยช่วยประสานงานในโครงการอย่างแข็งขัน ขณะที่ในปี 2566 นายแพทย์สุนทรตั้งใจที่จะออกหน่วยแพทย์อาสาอีกครั้ง บริเวณเมืองชายแดนไทย 3 แห่งได้แก่ วิคเตอร์เรียพอยท์ที่อยู่ตอนใต้ของเมียนมา สันติคีรีของกัมพูชา และชายแดนลาวฝั่งที่ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ของไทย

ผลงานอันโดดเด่นที่สร้างประโยชน์ไปสู่นานาชาติของนายแพทย์สุนทร สอดคล้องกับหลักการของการทูตสาธารณะอย่างยิ่ง เนื่องจากจุดเด่นของโครงการแพทย์อาสาของนายแพทย์สุนทรคือการสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และการสร้างความรู้ รวมถึงความเข้าใจอันดีต่องานด้านวิทยาการทางการแพทย์ของไทย สอดรับกับการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่ดำเนินการ “โดยประชาชน เพื่อประชาชน และเชื่อมประชาชน”