‘ริชี ซูนัก’ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯอังกฤษคนที่ 57 ย้ำมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาด
นายริชี ซูนัก ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนที่ 57 อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 25 ตุลาคม โดยเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ที่พระราชวังบักกิงแฮม เพื่อรับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ และให้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อบริหารประเทศต่อไป
ซูนักได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิง ซึ่งเป็นทำเนียบนายกรัฐมตรีอังกฤษ โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่จางหายไป และว่าเป้าหมายของลิซ ทรัสส์ ที่ต้องการทำให้ประเทศเติบโตต่อไปเป็นเป้าหมายอันสูงส่ง และเขาชื่นชมความพยายามของเธอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็รับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย ทั้งยังยกย่องนายบอริส จอห์นสัน สำหรับความสำเร็จอันน่าทึ่งของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรี
ซูนักกล่าวว่า การที่เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรีก็เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด งานของเขาเริ่มขึ้นทันที และเขาจะทำงานทุกวันเพื่อแก้ไขปัญหา ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง เขาก็ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องผู้คนและธุรกิจผ่านแผนการต่างๆ ซึ่งเขาจะทำแบบเดียวกันกับความท้าทายที่เราเผชิญอยู่ในวันี้ และจะไม่ปล่อยให้คนรุ่นต่อไปต้องมีหนี้ที่ต้องชดใช้จากความอ่อนแอของเรา
“ผมจะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในประเทศของเรา ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่จากการกระทำ ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ได้มา และผมจะพยายามทำงานเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากทุกคน”ซูนักกล่าว และยืนยันว่าเขาไม่ได้หวาดหวั่นกับแรงกดดันจากการรับหน้าที่สำคัญนี้ และหวังว่าตนเองจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการได้
ผู้นำอังกฤษคนใหม่ยืนยันว่า เขาพร้อมจะนำพาอังกฤษไปสู่อนาคต และจะยึดเอาความต้องการของประชาชนอยู่เหนือการเมือง พร้อมกับจะสร้างรัฐบาลที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของพรรค เขาเข้าใจดีว่าตนเองมีงานต้องทำเพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่เขาเชื่อว่าหากเราร่วมมือกัน เราสามารถที่จะบรรลุความสำเร็จในสิ่งที่เหลือเชื่อได้
นายซูนักถือเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนที่ 3 ของปีนี้ และเขายังกลายเป็นนายกรัฐมนตรีผิวสีคนแรกของอังกฤษ พ่วงกับการเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของอังกฤษในรอบ 200 ปี ขณะที่ภริยาของเขาก็จะกลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอังกฤษคนแรกที่เป็นสตรีผิวสีเชื้อสายอินเดียด้วย

