หน้าแรก ต่างประเทศ เปิด 7 โปลิตบ...

เปิด 7 โปลิตบูโร หนุน ‘สี จิ้นผิง’ กระชับอำนาจ

30.10.22 | 07:21 น.

เปิด 7 โปลิตบูโร หนุน ‘สี จิ้นผิง’ กระชับอำนาจ

เปิดตัวให้โลกได้ยลโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับคณะผู้บริหารชุดใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของผู้นำจีนหน้าเดิมที่ชื่อ สี จิ้นผิง ซึ่งกระชับอำนาจปกครองในประเทศสังคมนิยมที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกไว้ในมือได้อย่างเด็ดขาดเป็นผลสำเร็จตามความคาดหมาย หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ปิดฉากลงไปเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

โดยคณะผู้บริหารชุดใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่เป็นที่จับตาของชาวโลก นั่นคือ คณะกรรมการถาวร กรมการเมือง (โปลิตบูโร) ที่มีสมาชิกทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งถือเป็นคณะผู้กำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของจีน ที่ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ผ่านการคิดการวางตัวมาแล้วเป็นอย่างดีจาก

สี จิ้นผิง ในฐานะเป็นบุคคลที่จงรักภักดีและไว้วางใจได้ของตนเอง โดยนอกจาก สี จิ้นผิง ที่เป็น 1 ใน 7 คีย์แมนของคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโรชุดนี้แล้ว ยังมีใครที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นกุนซือร่วมทีมที่จะควบคุมอำนาจบริหารในแดนมังกรเป็นเวลา 5 ปีภายใต้การกุมบังเหียนนำของนายสีกันบ้าง

เริ่มจาก สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในวัย 69 ปี ที่ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ ไม่เพียงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ต่อไปเท่านั้น แต่เขายังรักษาตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งกุมอำนาจบัญชาการสูงสุดในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) หนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกไว้ได้ต่อไปด้วย ทั้งยังเป็นเครื่องการันตีว่าเขาจะได้รับเลือกประธานาธิบดีจีนเป็นสมัยที่ 3 อย่างแน่นอนในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า อันจะเป็นการแหวกธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยมีมาและทำให้เขากลายเป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดนับจากประธานเหมา เจ๋อตุง ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากสี จิ้นผิง ได้ฉีกธรรมนูญที่จำกัดวาระประธานาธิบดีจีนให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 สมัยเท่านั้นทิ้งไปในปี 2018 เพื่อเปิดทางให้ตนเองได้เป็นผู้นำกุมอำนาจปกครองประเทศต่อไปได้ โดยไม่มีวาระสิ้นสุดเป็นผลสำเร็จ หลังจากที่นายสีรวบอำนาจไว้ในมือได้อย่างแข็งแกร่งมาแล้ว นับจากก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคครั้งแรกในปี 2012 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ แต่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของนายสีที่ใช้ในการขจัดเสี้ยนหนามทางอำนาจของตนเอง

Advertisement

หลี่ เฉียง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเซี่ยงไฮ้ วัย 63 ปี ถูกระบุว่าเป็นคู่หูคู่คิดที่ไว้ใจได้ของ สี จิ้นผิง ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำเบอร์ 2 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นที่คาดหมายว่าเขาจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจีนคนต่อไปในการประชุมเอ็นพีซีในเดือนมีนาคมปีหน้า หลังการลงจากตำแหน่งของ หลี่่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ถูกเขี่ยพ้นจากอำนาจไปเหตุเพราะไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่ในวงโคจรเดียวกับนายสีตั้งแต่แรก

การตั้งหลี่ เฉียง ขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ที่เป็นใบเบิกทางให้เขาจะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อันเป็นตำแหน่งคุมงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ บรรดานักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนตั้งข้อสังเกตว่า นี่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา เพราะที่ผ่านมาบุคคลที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ ต่างจะต้องผ่านประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ขณะผลงานที่ผ่านมาของดาวรุ่งในคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโรผู้นี้ ก็ยังเป็นที่น่ากังขา โดยก่อนหน้านี้เขาเผชิญกระแสตีกลับอย่างหนักจากการสั่งล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้นาน 2 เดือนเมื่อช่วงต้นปีนี้ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและการรักษาพยาบาลได้

ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอย่าง หยาง จาง รองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยอเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ ชี้ว่า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า สี จิ้นผิง เลือก ความภักดี มากกว่า ความนิยม ในการวางหมากทางอำนาจของเขา

จ้าว เล่อจี้ มือปราบทุจริต อายุ 65 ปี ผู้เคยดำรงตำแหน่งอดีตหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ (ซีซีดีไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบปรามทุจริตของจีน ก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลฉ่านซี และมณฑลชิงไห่ มาก่อน โดยจ้าวยังคงรักษาเก้าอี้สมาชิกคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโรไว้ได้ หลังจากเขาได้รับเลือกให้เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการโปลิตบูโรที่มีสมาชิกทั้งสิ้น 25 คน มาตั้งแต่ปี 2012 แต่สำหรับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ เขาได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 3 ของพรรคด้วย

หวัง ฮู่หนิง กุนซือด้านยุทธศาสตร์คนสำคัญ วัย 67 ปีของ สี จิ้นผิง ที่ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโร และครั้งนี้ยังได้เลื่อนขั้นให้เป็นผู้นำอันดับ 4 ของพรรค

หวัง ฮู่หนิง อดีตศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ผู้ได้ฉายาว่าเป็น มันสมองเบื้องหลังบัลลังก์ เป็นผู้วางอุดมการณ์แนวคิดสำหรับประธานาธิบดีจีนในปัจจุบันและอดีตรวม 3 คน และเป็นผู้คิดสโลแกน ไชนา ดรีม ของสี จิ้นผิง ตลอดจนเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวเด็ดขาดมากขึ้นของจีน

ไช่ ฉี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำปักกิ่ง อายุ 66 ปี นอกจากจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโร เขายังจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ที่กำกับดูแลกิจการงานทั่วไปของพรรค ไช่ ฉี ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของนายสี โดยนายไช่เคยทำงานให้กับนายสีมายาวนานถึง 20 ปี ขณะประจำอยู่ที่มณฑลเจ้อเจียง และมณฑลฝูเจี้ยน ด้วยกัน

ไช่ เป็นอีกคนที่ผงาดขึ้นสู่อำนาจอย่างก้าวกระโดด เขาได้ถูกส่งมาประจำการที่ปักกิ่ง โดยนั่งในตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติในปี 2014 ก่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำปักกิ่งในปี 2017 และกำกับดูแลการจัดงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปักกิ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

ติง เซวียเสียง สมาชิกคณะโปลิตบูโร วัย 60 ปี ที่ไม่ได้มีบทบาทหวือหวานักและเป็นผู้ช่วยระดับสูงของนายสี ครั้งนี้เขาได้รับการโปรโมตให้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโร ซึ่งนักวิเคราะห์คาดหมายว่ามาจากการที่เขาเป็นหนึ่งในคนวงในที่เป็นมือเป็นไม้ให้กับนายสีเช่นกัน

โดย ติง เซวียเสียง มักจะคอยเป็นเงาติดตามตัวนายสีไปในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ อยู่เสมอ จนกลายเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยจากการปรากฏตัวอยู่หลังฉากของการรายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับนายสีอยู่บ่อยครั้ง

อดีตหัวหน้าสำนักงานจัดการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์ผู้นี้ ไม่เคยดำรงตำแหน่งระดับเลขาธิการพรรคประจำมณฑล หรือผู้ว่าการประจำมณฑลใดมาก่อน เพียงแต่เขามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายสีเป็นพิเศษ ในขณะที่นายติงเป็นคณะกรรมการพรรคประจำเซี่ยงไฮ้ และนายสีเป็นเลขาธิการพรรคประจำเซี่ยงไฮ้ในปี 2007-2008 ก่อนที่นายติงจะถูกเรียกตัวให้ย้ายมาปักกิ่งเพื่อมาทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวให้นายสีในปี 2013 แม้เขาจะไม่มีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจระดับมณฑล แต่เขายังอยู่บนเส้นทางที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้

หลี่ สมาชิกคณะโปลิตบูโรวัย 66 ปี และเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ไม่เพียงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหนึ่งในคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโร

หากยังได้รับการตั้งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ (ซีซีดีไอ) คนใหม่ ในการคุมการปราบปรามการทุจริตต่อไป นายหลี่ถูกมองว่าเป็นคนสนิทของนายสีที่รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากนายหลี่ทำงานเป็นเลขานุการให้กับสหายผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดของ สี จงซุน บิดาของนายสี ซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติในขณะนั้น โดยนายหลี่ยังสร้างฐานอำนาจของตนเองไว้ในมณฑลส่านซี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบรรพบุรุษนายสีด้วย

6 ใน 7 คีย์แมนนี้ล้วนเป็นผู้อยู่ในกำกับคาถาของนายสีที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ตราบใดที่อิทธิพลบารมีอันน่าเกรงขามของบุรุษนาม
สี จิ้นผิง ยังอยู่ค้ำฟ้าแดนมังกร!