เทคนิคหนีเอาตัวรอด ฝ่าฝูงชน-ที่อับอากาศ
เหตุการณ์ฝูงชนจำนวนมากเบียดทับกันบนถนนคนเดิน จนเกิดภาวะขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปนับร้อยราย ระหว่างเข้าไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ที่ย่านอิแทวอน สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 ตุลาคม 2565 และยังมีอีกจำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสลดใจให้กับผู้คนที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารไปทั่วโลก และในช่วงวันเดียวกัน ที่สาธารณรัฐคองโก ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกัน จากกรณีเบียดเสียดกันในสนามกีฬาความจุ 80,000 คน ที่จัดงานคอนเสิร์ตนักร้องชื่อดัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่งด้วย
กรณีการเบียดเสียดกันจนเกิดภาวะขาดอากาศหายใจ หรือสแตมฟีด (Stampede) นี้กำลังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยเองอาจจะต้องนำมาทบทวนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยจนกลายเป็นความสูญเสียครั้งใหม่
นพ.เฉวตสรร นามวาท อุปนายกสมาคมระบาดวิทยาแห่งประเทศไทย บอกว่า ภาวะสแตมฟีด สาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากการเหยียบกัน แต่คือภาวะที่ขาดอากาศหายใจแม้จะอยู่ในบริเวณพื้นที่โล่ง มีอากาศไหลผ่าน ถ้าถามว่าจะขาดอากาศได้อย่างไร ต้องอธิบายว่า การหายใจแต่ละครั้งทรวงอกต้องขยายเพื่อนำออกซิเจนเข้าร่างกาย แต่การเบียดเสียด หรือกดทับกันมากๆ จะทำให้หายใจลำบาก เพราะทรวงอกขยายไม่ได้ จนเกิดภาวะขาดอากาศหายใจ การถูกบีบอัดแน่นหายใจไม่ได้ เลือดจะไม่ไปเลี้ยงสมอง ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง หรือสมองขาดเลือดไป 30 วินาที จะทำให้หมดสติ ถ้าขาดต่อเนื่อง 4-6 นาที จะทำให้เสียชีวิตในที่สุด
ดังนั้น ถ้าเราจะไปในพื้นที่ใดก็ตามให้ประเมินสถานการณ์ก่อนว่าจะมีคนไปในจุดนั้นมากน้อยแค่ไหน หากประเมินว่าจะมากก็ไม่ควรไป แต่หากเรากำลังอยู่ในฝูงชน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่นิ่งเงียบ แต่มีคนจำนวนมาก หรืออยู่ในสถานการณ์ที่แตกตื่น ต้องตั้งสติ ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา เมื่อดูแล้วว่ามีคนเกิน 6 คนต่อ 1 ตารางเมตร หรือพบว่าเราอยู่ในภาวะไหล่ชนไหล่ ข้างหน้าเราไปติดข้างหลังเขา ข้างหน้าเขามาติดข้างหลังเรา ไม่มีช่องว่างให้ขยับตัวเลย ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าเรากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงมากๆ ให้ตั้งสติ และรีบเอาตัวเองออกจากพื้นที่นั้น โดยยกมือสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดเพื่อป้องกันการบีบอัดบริเวณหน้าอก จากนั้นพาตัวเองออกจากพื้นที่ มองหาทางไปแบบแนวเฉียงเพื่อไปยังจุดที่ปลอดภัย แต่หากนำตัวออกจากจุดแออัดไม่ได้ ให้ตั้งสติ ควบคุมลมหายใจ อย่ากรีดร้อง ลืมตาตลอด ยกมือตั้งการ์ด ให้พยายามยืนตรงรักษาสมดุลร่างกายให้ได้ อย่าไปตรงที่เป็นกำแพง หรือรั้วกั้นเด็ดขาด และพยายามพาตัวเองตัดออกจากฝูงชนให้ได้
ขณะที่ นายการันต์ ศรีวัฒนบูรพา ผู้ช่วยโฆษกสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะงานเทศกาล แต่งานอะไรก็ตามที่มีคนเข้าไปรวมกันมากๆ จนพื้นที่ไม่สามารถรองรับได้ งานในพื้นที่ปิด ประกอบกับมีสัญญาณใดๆ ที่ทำให้คนแตกตื่นแล้วรีบหาทางออก เช่น มีควัน มีเสียงระเบิด หรือมีคนตะโกนว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย นั่นจะเป็นเหตุการณ์เสี่ยงอันตราย แม้จะเป็นการจัดงานในสนามกีฬาใหญ่ๆ แต่ทางออกเล็ก คนก็จะไปแออัดกันบริเวณทางออก
นายการันต์ย้ำว่า ดังนั้น ลำดับแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ 1.พื้นที่กับปริมาณคน หมายความว่า หากเราเข้าพื้นที่ใดๆ แล้วไม่สามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก มีคนเข้าพื้นที่จำนวนมาก ก็จะเกิดภาวะมวลชนจำนวนมาก แต่หลักการคือ ถ้าเรามีทางออก เช่น งานสงกรานต์ ที่แม้มีคนเยอะ แต่มีทางไป ไหลออกไปทางเดียวกัน เราก็จะโดนฝูงคนผลักให้เดินทางไป แต่เหตุการณ์ในเกาหลีใต้คือ มวลชนเดินทางไปในซอยที่มีคนทั้งเข้าและออก แต่เมื่อไปถึงจุดคอขวด เมื่อมีคนล้มลงก็จะเกิดเหตุการณ์คลื่นมนุษย์ไหลมาอัดทับ ทำให้ขาดอากาศแล้วเสียชีวิตได้ จากภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่า แม้แต่กู้ภัยก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ ซึ่งหากมีการช่วยเหลือปั๊มหัวใจก็อาจมีโอกาสให้รอดชีวิตได้ อย่างไรแล้ว เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นหลายๆ ที่ทั่วโลก เช่น 10 ปีก่อน เกิดที่ประเทศอังกฤษ ในงานแข่งฟุตบอลที่มีคนเข้าไปยังที่นั่งบนอัฒจันทร์จำนวนมาก ทำให้คนส่วนหน้าสุดที่ยืนติดกับลูกกรงข้างสนามโดนมวลชนอัดทับจนขาดอากาศหายใจ
คำว่าขาดอากาศหายใจ ไม่ได้หมายถึงอากาศหมดไป แต่หมายถึงเราไม่สามารถสูดอากาศเข้าปอดได้ ก็ทำให้เสียชีวิตได้ จึงมีเทคนิคในการเอาตัวรอด คือการทำให้ปอดสามารถพองยุบ สูดลมหายใจได้ด้วยการยกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดบริเวณหน้าอก เพราะโดยทั่วไปเวลาที่คนเราอยู่ในพื้นที่แคบ คนแน่นๆ เราก็จะพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อแทรกตัวออกไป ด้วยการยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นไปสุดแขน นั่นยิ่งทำให้เราโดนบีบได้ง่ายขึ้น หน้าอกไม่มีอะไรป้องกัน ก็จะไม่สามารถพองยุบได้ นายการันต์กล่าว
นายการันต์กล่าวว่า 2.ผู้จัดงานต้องคำนึงถึงปริมาณคนที่จะเข้า ยืนในพื้นที่ ซึ่งสามารถคำนวณอย่างน้อยที่สุดคือ มีพื้นที่ช่องว่าง 1 ช่วงศอกต่อ 1 คน การจัดพื้นที่ให้เป็นวันเวย์ (One way) เพื่อความปลอดภัย ให้เป็นช่องทางเดินเข้าและออกอย่างชัดเจน และ 3.คำแนะนำของผู้ที่เข้าร่วมงาน หากเราดูแล้วเริ่มเห็นคนแน่นมากๆ ก็ขอให้ออกจากพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขช่วงเวลาขาดอากาศหายใจจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่มีตัวเลขเป๊ะๆ แต่ร่างกายของคนเราขาดอากาศได้ประมาณ 1 นาที ก็จะเริ่มรู้สึกหมดสติ เป็นลม นี่เป็นหลักสำคัญของการล้มทับกัน เพราะหมดสติแล้วก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ เมื่อล้มลงไปท่ามกลางฝูงชนก็จะเพิ่มความอันตรายขึ้น
หากเราอยู่ในที่ที่มีคนจำนวนมากจนรู้สึกหายใจไม่ออก เมื่อเริ่มใกล้ 1 นาทีที่เราไม่ไหวแล้ว ให้รีบหาทางออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด คำแนะนำกรณีที่ซ้ายขวาไม่ใช่กำแพง ก็ให้รีบเดินตัดขวางเป็นแนวฉากของแนวการเคลื่อนตัว หรือถ้าซ้ายขวาเป็นกำแพง ก็แนะนำว่าพยายามขอพื้นที่จากผู้อื่น ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขอให้มีสติและทิศทางที่จะหลบหนี ส่วนการปั๊มหัวใจก็อาจจะช่วยเหลือได้ แต่การขาดอากาศหายใจเวลานานๆ การปั๊มหัวใจอย่างเดียวโดยไม่มีการให้ออกซิเจนก็อาจจะมีโอกาสช่วยเหลือชีวิตน้อยลง นายการันต์กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุด กองสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกคำแนะนำประชาชนเมื่อต้องเผชิญฝูงชนเบียดเสียด ดังนี้ 1.สังเกตและจดจำทางออกเมื่อไปร่วมงานที่มีคนหนาแน่น 2.เมื่อรู้สึกอึดอัดให้ตัดสินใจเดินออกมาทันที 3.เมื่อต้องวิ่งหนี ให้ทำตามนี้ 3.1 ยืนให้มั่น ก้าวเดินอย่างมั่นคง ทรงตัวให้ดี พยายามไม่ให้ล้ม 3.2 ไม่ออกแรงผลัก กรีดร้อง ตะโกน หรือทำสิ่งที่ต้องใช้พลังงานมาก เพราะจะทำให้เหนื่อยและหายใจไม่ออก 3.3 ยกแขนตั้งการ์ดบริเวณหน้าอกก่อนเดินฝ่าคน ป้องกันการกระแทก และช่วยให้เคลื่อนไหว
ท่ามกลางคนหนาแน่นได้ดีขึ้น 3.4 เดินไปทิศทางข้างลำตัว หยุด แล้วเดินสไลด์ข้างไปเรื่อยๆ จนถึงที่ปลอดภัย

