ทวิตเตอร์ ลอยแพพนักงาน 50% ‘มัสก์’ โบ้ยกลุ่มสิทธิฯ ทำรายได้แอพพ์นกฟ้าหด
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนว่า ทวิตเตอร์ปลดพนักงานออกถึง 50% เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ขณะที่ อีลอน มัสก์ ผู้กุมบังเหียนคนใหม่ของทวิตเตอร์ กล่าวโทษความผิดให้กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองที่ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้จากการโฆษณา เนื่องจากข้อกังวลเรื่องนโยบายการคัดกรองเนื้อหาของทวิตเตอร์
โยเอล รอธ หัวหน้าด้านความปลอดภัยและความถูกต้องของเนื้อหาจากทวิตเตอร์ ยืนยันผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า บริษัทได้ลดพนักงานลง 50% หรือราว 3,700 คน โดยในกลุ่มคนที่ถูดปลด ตามรายงานของบีบีซี เป็นพนักงานในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 983 คน ซึ่งประกอบด้วย พนักงานประจำสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก 784 ราย บริษัทสาขาในซานโฮเซ 106 ราย และสาขาลอสแอนเจลิสอีก 93 ราย
ด้านพนักงานบริษัทนกสีฟ้าต่างออกมาเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า กลุ่มที่ถูกไล่ออกมีตั้งแต่แผนกที่รับผิดชอบด้านการติดต่อสื่อสาร งานรวบรวมและเรียบเรียงคอนเทนต์ (Content Curation) งานด้านสิทธิมนุษยชน และงานด้านอัลกอริธึมเชิงจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่กลุ่มงานวิศวกรรมและผลิตภัณฑ์บางส่วนก็ถูกปลดออกด้วย
มัสก์กล่าวถึงการปลดพนักงานครั้งใหญ่นี้ผ่านทวิตเตอร์ว่า โชคร้ายที่ว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เนื่องจากบริษัทสูญเสียรายได้กว่า 4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และเสริมอีกว่า ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกทุกคนได้รับเงินชดเชยจำนวน 3 เดือน ซึ่งมัสก์กล่าวว่าสูงกว่าตามที่กฎหมายกำหนดถึง 50%
ก่อนหน้านั้น มัสก์ได้ทวีตว่า ทวิตเตอร์กำลังประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างมหาศาล เนื่องจากผู้ซื้อโฆษณาถอนตัว ซึ่งเขาได้กล่าวโทษกลุ่มนักเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองที่กดดันให้บริษัทชั้นนำที่ซื้อโฆษณาบีบคั้นทวิตเตอร์ เนื่องจากต้องการให้มัสก์รักษานโยบายคัดกรองความเหมาะสมของเนื้อหาบนทวิตเตอร์ไว้ ซึ่งมัสก์ตอบโต้อีกว่า กลุ่มคนเหล่านี้กำลังพยายามที่จะทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสหรัฐ
การเคลื่อนไหวดังกล่าวของนักรณรงค์และกลุ่มรักษาความปลอดภัยออนไลน์เกิดขึ้นจากความกังวลว่า มัสก์จะผ่อนนโยบายคัดกรองเนื้อหาลง และจะยกเลิกบทลงโทษระงับการใช้งานถาวรของบัญชีที่ทำผิดข้อบังคับด้านความเหมาะสม อาทิ บัญชีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อย่างไรก็ดี รอธได้ออกมายืนยันว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่ทำงานเป็นแนวหน้าด้านคัดกรองเนื้อหาทวิตเตอร์กว่า 2,000 คน ไม่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปลดพนักงานในครั้งนี้ และว่า การลดกำลังพนักงานส่งผลกระทบราว 15% ต่อแผนกด้านความปลอดภัยและความถูกต้องของเนื้อหา อีกทั้งยังตอกย้ำว่า การต่อต้านข้อมูลเท็จยังคงเป็น “สิ่งสำคัญลำดับแรก” ของบริษัทในช่วงที่ประเทศสหรัฐกำลังมีการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

