หน้าแรก ต่างประเทศ ตลาดหุ้นมะกัน...

ตลาดหุ้นมะกัน-เอเชียคึกคัก ขานรับสหรัฐเปิดตัวเลข ‘ซีพีไอ’ บ่งชี้เงินเฟ้อชะลอตัว ทำดอลลาร์อ่อนตัว

11.11.22 | 11:57 น.
รอยเตอร์

ตลาดหุ้นมะกัน-เอเชียคึกคัก ขานรับสหรัฐเปิดตัวเลข ‘ซีพีไอ’ บ่งชี้เงินเฟ้อชะลอตัว ทำดอลลาร์อ่อนตัว

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน สำนักข่าวบีบีซีและเอเอฟพีรายงานว่า ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกากลับมาคึกคัก หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดภาะเงินเฟ้อล่าสุด บ่งชี้ให้เห็นว่าค่าครองชีพในสหรัฐเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐแถลงในวันที่ 10 พฤศจิกายนว่า ดัชนีซีพีไอในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับจากต้นปีนี้ และลดลงจาก 8.2% ในเดือนก่อนหน้า นั่นหมายความว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจผ่อนคลายแนวทางที่แข็งกร้าวในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นได้

หลังการเปิดเผยตัวเลขซีพีไอดังกล่าว ส่งผลให้ภาวะซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐในวันพฤหัสบดี (10 พ.ย.) คึกคักขึ้น โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับเพิ่มขึ้น 5.5% ปิดที่ 3,956.37 จุด ดัชนีหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเกือบ 1,200 จุด หรือ 3.7% ปิดที่ 33,715.37 ขณะที่ดัชนีหุ้นแนสแด็กพุ่งทะยานขึ้นถึง 7.4% ที่ 11,114.15 จุด

นอกจากนี้ หุ้นบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐหลายแห่งก็ปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้นแอมะซอน ดีดขึ้นกว่า 12% ส่วนหุ้นบริษัทแอปเปิลและไมโครซอฟท์ เพิ่มขึ้นกว่า 8%

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในเอเชียที่เปิดมาในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน ก็ขานรับข่าวดังกล่าวเช่นกัน โดยดัชนีฮั่งเส็งของตลาดหุ้นฮ่องกงปรับเพิ่มขึ้น 5.2% ที่ 16,925.56 จุด ส่วนดัชนีหุ้นนิคเคอิของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2.7% ที่ 28,200.75 จุด ดัชนีหุ้นคอมโพสิตของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ เพิ่มขึ้น 1.1% ที่ 3,071.43 จุด และดัชนีหุ้นคอสปิของเกาหลีใต้ ปรับขึ้นสูงกว่า 2.6%

Advertisement

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่าขึ้นอย่างมากตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนั้น ก็ได้อ่อนค่าลงด้วยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ที่รวมถึงค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ และเงินเยนญี่ปุ่น

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี อยู่ที่ระดับ 3.75%-4% หรือสูงที่สุดนับจากเดือนมกราคมปี 2008

ด้านธนาคารกลางอังกฤษก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกันมาอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจาก 2.25% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 ทั้งยังเตือนอีกว่าอังกฤษกำลังจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการบันทึกมา