หน้าแรก ต่างประเทศ มะกันเตือน &#...

มะกันเตือน ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ อาจทำ ผู้นำเอเปคเสียงแตก ในงานประชุมที่ไทย 18-19 พ.ย.นี้

12.11.22 | 13:15 น.
FILE PHOTO (REUTERS)

มะกันเตือน ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ อาจทำ ผู้นำเอเปคเสียงแตก ในงานประชุมที่ไทย 18-19 พ.ย.นี้

สำนักข่าววีโอเอรายงานเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน โดยอ้างบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ผู้ดูแลงานด้านเอเปคว่า มุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ เผชิญกับความท้าทายในการบรรลุแถลงการณ์ร่วมภายหลังสิ้นสุดการประชุมสุดยอดของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน

แมทท์ เมอร์เรย์ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐด้านเอเปค ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ในประเด็นมุมมองต่อการประชุมเอเปค 2022 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เหล่าผู้นำเขตเศรษฐกิจทั้ง 21 เขต ซึ่งรวมแล้วมีขอบเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ครอบคลุม 47% ของการค้าโลกมารวมตัวกันแบบเจอหน้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018

เมอร์เรย์กล่าวว่า การประชุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งผู้นำจากนานาประเทศและตัวแทนจากภาคเอกชน ที่จะสามารถพบปะหารือกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งสำหรับเอเปคครั้งนี้ มีสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญหลักอยู่จำนวนหนึ่ง โดยไทย เจ้าภาพจัดงานประชุมได้มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน และมีความคิดริเริ่มในเรื่อง เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ซึ่งไทยต้องการจะผลักดันเรื่องดังกล่าวต่อเอเปค นอกจากนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในความสำคัญอันดับแรก

อย่างไรก็ดี จุดหลักที่ทำให้การประชุมเอเปคครั้งนี้มีความท้าทาย คือ เรื่องการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ที่ได้ส่งผลกระทบข้ามภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเศรษฐกิจ “เพราะไม่ว่าคุณจะพูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ราคาสินค้าที่สูงขึ้น พลังงาน หรือเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นจากผลของการที่รัสเซียรุกรานยูเครน” เมอร์เรย์กล่าว อีกทั้งยังระบุว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องดังกล่าวของผู้นำนานาชาติ เป็นสิ่งที่ขัดขวางการบรรลุถ้อยแถลงร่วมในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในหลายเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจาก “มีหลายเขตเศรษฐกิจในเอเปคที่รู้สึกไม่สบายใจในการพูดถึงประเด็นดังกล่าวในแถลงการณ์” อย่างไรก็ดี เขาปฏิเสธที่จะกำจัดความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงร่วมของเอเปคที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ อีกจุดที่เป็นความท้าทายสำหรับเอเปค คือ มาตรการควบคุมโควิด-19 ที่แต่ละเขตเศรษฐกิจก็จะมีความเข้มงวดในการดำเนินการนโยบายดังกล่าวที่แตกต่างกัน อาทิ จีนที่ยังคงยึดมั่นในนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ขณะที่พื้นที่อื่น ได้ผ่อนคลายมาตรการสกัดกั้นโควิดลงแล้ว ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ในประเด็นนี้ เมอร์เรย์กล่าวว่า จุดนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจำเป็นต้องหารือกันมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เอเปคจะไปบงการให้ทุกเขตเศรษฐกิจควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ในเรื่องของการเปิดประเทศภายหลังการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

Advertisement

เมื่อถามถึงเรื่องการไม่มาเข้าร่วมประชุมเอเปคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมอร์เรย์ตอบว่า “ในมุมมองของคณะผู้แทนสหรัฐที่จะเข้าร่วมเอเปค พวกเราตื่นเต้นอย่างยิ่งที่รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส แห่งสหรัฐ จะเป็นผู้แทนของประเทศในการประชุมสุดยอดด้านเศรษฐกิจครั้งนี้” โดยแฮร์ริสเคยเดินทางเยือนภูมิภาคนี้มาแล้วในปี 2021 และยังเป็นผู้ที่ประกาศว่าสหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดเอเปคในปี 2023 ทำให้ “ความเป็นตัวแทนของเธอจากทำเนียบขาวแสดงถึงความยึดมั่นอันแรงกล้าของสหรัฐต่อเอเปค”

อย่างไรก็ดี เอเชียไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยอ้างนักวิเคราะห์หลายคนว่า การที่ไบเดนไม่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมเอเปคในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการความผิดหวังตั้งคำถามต่อการไม่ปรากฏตัวของผู้นำประเทศมหาอำนาจของตะวันตก และเอื้อให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ผู้นำประเทศมหาอำนาจของตะวันออก ผู้ตอบตกลงเข้าร่วมการประชุมเอเปค ได้รับความสนใจและขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้มากกว่าสหรัฐ ซึ่งมีอุปสรรคในเรื่องของความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์