สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
มองนัยแห่ง3ประชุมใหญ่
ASEAN-G20-APEC

๐3 ประชุมใหญ่ในอาเซียน ตั้งแต่ ASEAN ที่พนมเปญ G20 ที่บาหลี และ APEC ในกรุงเทพ สะท้อนถึงอะไรบ้าง
การประชุมใหญทั้ง 3 การประชุมที่เกิดขึ้นเรียงกันในอาเซียนล้วนแต่เป็นการประชุมที่สำคัญของโลก ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นในจังหวะที่ดีเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโทนของท่าทีเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งมาเป็นหนทางของการพูดคุยและสานสัมพันธ์หลังผู้นำได้มีโอกาสพบกันแบบเจอตัว อย่างกรณีของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็เป็นการพบแบบเจอตัวกันครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ หรือการที่ประธานาธิบดีสีได้เจอกับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ในไทยก็เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีเช่นกัน
แม้ว่าการที่ผู้นำได้เจอตัวกันอาจไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรได้ในทันที แต่การพูดคุยกันแบบเจอตัวก็ทำให้โทนของความสัมพันธ์ระหว่างกันมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น อย่างในกรณีของจีน-สหรัฐ ก็ได้มีการมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโสในด้านอื่นๆ ไปหารือกันต่อไป จากที่ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ประสบภาวะชะงักกันหลังจากการเยือนไต้หวันของ นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผูุ้แทนราษฎรสหรัฐ
ในเวทีประชุมผู้นำอาเซียนและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐเป็นพระเอกที่ได้รับความสนใจ ขณะที่การประชุมจี 20 ที่บาหลี ไบเดนและสีเป็นพระเอกร่วมกัน ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในกรุงเทพ ประธานาธิบดีสีเป็นดาวเด่นของงาน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่การประชุมใหญ่ทั้ง 3 เวที และการพบปะกันของผู้นำต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ก็ทำให้อาเซียนกลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งสามเวทีเป็นการสื่อสารที้สำคัญเรื่องความร่วมมือ ประคับประคองสันติภาพและความร่วมมือของโลก เพราะเรากำลังเผชิญหลายปัญหาที่เราต้องร่วมกันแก้ไข อาเซียนเองก็ไม่ต้องการที่จะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เห็นได้ชัดในการกล่าวรับหน้าที่ประธานอาเซียนของอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ก็พูดชัดเจนว่าไม่ต้องการเห็นความขัดแย้ง และอาเซียนก็ไม่ต้องการเป็นตัวแทนให้กับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับมหาอำนาจขึ้นกับผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน อาเซียนต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ และเราไม่ต้องการถูกดึงไปเป็นศัตรูกับมหาอำนาจ แต่วิกฤตที่เรากำลังเผชิญขณะนี้คือการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อาจไม่ถึงสงครามเย็น แต่เป็นโลกที่แตกแยกกันมากขึ้นหรือไม่ นอกจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจแล้วยังมีกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ ชาตินิยมสุดโต่ง การกีดกันทางการค้า ซึ่งบั่นทอนระเบียบโลกที่เราอยากเห็น
ข้อดีคือการประชุมทั้ง 3 เวทีได้เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยกันในเรื่องสำคัญของภูมิภาคหรือของโลกไม่ว่าจะในหรือนอกห้องประชุม การที่สมาชิกอาเซียน 3 ประเทศเป็นเจ้าภาพก็เป็นโอกาสให้เขาเห็นว่าอาเซียนเป็นเสาหลักของภูมิภาค และเป็นโอกาสให้อาเซียนได้สื่อสารไปยังมหาอำนาจถึงความปรารถนาที่เราต้องการจะบริหารความสัมพันธ์ให้ดีกว่านี้ เพราะอาเซียนไม่ต้องการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เรามีปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่เราต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเข้ามา อย่างน้อยการที่ผู้นำมีพื้นที่ที่จะได้พูดคุยกันโดยตรงก็เป็นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์

๐การประชุมเอเปคในไทยมีความสำคัญอย่างไร
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรืออินโด-แปซิฟิก มีศักยภาพสูง เอเชียเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก แต่ขณะนี้เราอาจจะไม่สามรถที่จะตระหนักถึงประด็นดังกล่าวได้เต็มที่ เพราะกำลังเผชิญความขัดแย้งระหว่างประเทศ การแบ่งแยกเป็นกลุ่มมันไม่น่าจะดีสำหรับภูมิภาค เอเปคน่าจะเป็นตัวเชื่อมโดยอาศัยประเด็นที่เรามีร่วมกันทางเศรษฐกิจที่จะช่วยลดการแบ่งเป็นกลุ่ม และลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจระหว่างกัน เพราะเป็นเวทีระดับผู้นำ ที่เมื่อได้เจอกันจะได้พูดคุยในประเด็นยุทธศาสตรที่สำคัญด้วย
เอเปคเป็นเวทีภาคเอกชนที่เขาจะมาระดมสมองและประเด็นใหม่ๆ ที่จะต้องรับมือ เพราะที่สุดแล้วผู้ขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และเทคโนโลยีคือภาคเอกชน รัฐบาลมีหน้าที่ดำเนินนโนบายที่เอื้อให้กับพวกเขา เอเปคจึงเป็นเวทีที่ภาคเอกชนจะสื่อสารให้ข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลในเรื่องสำคัญต่างๆ ทั้งสามเวทีที่เกิดขึ้นแม้จะมีระเบียบวาระที่ต่างกัน แต่สิ่งที่อยู่ในใจผู้ร่วมประชุมทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ โลกกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐ-จีน ยูเครน ปัจจัยสำคัญที่สุดคือสันติภาพความมั่นคงของโลก ทำอย่างไรที่เราจะหันจากความขัดแย้งมาสู่การลดความตึงเครียด มาสู่การพูดคุย และร่วมมือในประเด็นที่เรากำลังเผชิญความท้าทายร่วมกัน
๐มองว่าไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพเอเปคในครั้งนี้บ้าง
สำหรับไทย การประชุมเอเปคทำให้เราได้โอกาสหลายอย่าง ประการแรกเอเปคเป็นโอกาสที่ไทยได้แสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ เป็นโอกาสที่เราจะได้แสดงให้เห็นจุดเด่นของทิศทางการพัฒนาประเทศของไทย รวมทั้งการแสดง soft power ในมิติต่างๆ ประการที่ 2 เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยกำหนดทิศทางใหม่ๆ ให้กับเอเปค โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และเศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy) นอกเหนือจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และประการที่ 3 เป็นโอกาสที่เราจะได้ตอกย้ำความสำคัญที่สุดของการรักษาสันติภาพความมั่นคงท่ามกลางความขัดแย้ง และการแข่งขันในการเมืองระหว่างประเทศ
เป็นเรื่องดีในแง่ที่ไทยได้พยาายามจับเรื่องการค้าเสรีเข้ากับประเด็นใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปรับแนวทางการพัฒนาโดยเน้นความยั่งยืน มีความครอบคลุม การพัฒนาไปสู่ดิจิทัล ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน เป็นต้น ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลก โดยกำหนดให้บีซีจีเป็นเป้าหมายใหม่สืบต่อจากเจตนารมย์อื่นๆ ของเอเปคที่มีมาก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีการฟื้นการจัดทำเขตการค้าเสรีในเอเชียแปซิฟิก (FTAAP) ด้วยการวางเป้าหมายที่่ควรจะเดินไปในช่วงเวลาข้างหน้า
๐การออกเอกสารที่เป็นผลลัพท์จากที่ประชุมในนามรัฐมนตรีและผู้นำเอเปคได้มีความสำคัญอย่างไร
เป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าแม้จะยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันทุกเขตเศรษฐกิจ แต่ก็ยังสามารถมีฉันทามติในการออกเอกสารสำคัญในนามเอเปคได้ ซึ่งรวมถึงเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ได้มีการนำเสนอมิติที่สำคัญในเรื่องความยั่งยืน เอกสารที่เป็นผลสรุปจากที่ประชุมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการประชุมของเอเปคต่อไป เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของการบรรลุฉันทามติได้มาจากการที่ที่ประชุมจี 20 ในบาหลีที่มีสามารถตกลงเรื่องถ้อยคำเกี่ยวกับยูเครนและออกเป็นเอกสารของที่ประชุมจี 20 ได้ ถ้อยคำเหล่านี้ก็ถูกล้อมาใช้ในแถลงการณ์ของเอเปคด้วย

๐มองการปรากฎตัวของผู้นำโลกอย่างประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย และประธานาธิบดีสี ในเอเปคอย่างไร
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นผู้นำโลก และฝรั่งเศสถือเป็นมหาอำนาจที่มีบทบาทในอินโดแปซิฟิก และเป็นประเทศแรกๆ ที่มีการประกาศวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอินโดแปซิฟิกของตนเอง นอกจากวิสัยทัศน์ร่วมกันของสหภาพยุโรป การที่เขามาแสดงวิสัยทัศน์ในเอเปคก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยด้วยเช่นกัน เพราะทำให้เป็นข่าวไปทั้งในฝรั่งเศสและยุโรป และยังทำให้เห็นมิติในแง่มุมที่ดีของไทยอีกด้วย
ในส่วนของ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุฯ ซึ่งไม่เพียงแต่มาร่วมประชุมในฐานะแขกพิเศษของเจ้าภาพเอเปค แต่นำคณะใหญ่เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซาอุฯมองไทยเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ การเยือนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่เขาจะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียแปซิฟิกให้มากขึ้นด้วย
สำหรับประธานาธิบดีสีการปรากฎตัวในเวทีเอเปคถือเป็นดาวเด่น เพราะผู้นำระดับเดียวกันไม่ได้มาปรากฎตัวในเวทีนี้ ประธานาธิบดีจีนไม่ได้ออกเดินทางมาต่างประเทศมานานแล้ว ทำให้มุมมองเกี่ยวกับจีนในมักจะมีแต่แง่ลบจากสหรัฐและตะวันตก ซึ่งที่ผ่านมาจะสร้างความวิตกกังวล การมาเอเปคครั้งนี้ ผู้นำจีนได้ยืนยันว่าจีนจะมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาคและโลก
หลังจากที่จีนได้ประกาศยุทธศาสตร์ในการแผนริเริ่มความมั่นคงโลก (Global Security Initiative) ที่ไม่ได้มองความมั่นคงแค่ในมิติการเมืองการทหารอย่างเดียว แต่อยากให้หลายประเทศรวมมือกันเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่แม้จะมีส่วนดีแต่ถูกมองว่าสร้างหนี้ให้ประเทศต่างๆ และเป็นแผนเพื่อขยายอิทธิพลของจีน เชื่อว่าน่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศกำลังพัฒนา สปอตไลต์จึงมุ่งไปที่ประธานาธิบีดีสีอย่างเลี่ยงไม่ได้

