หน้าแรก ต่างประเทศ เครือซีพี กับ...

เครือซีพี กับ BCG สร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและสมดุล

21.11.22 | 11:42 น.

เครือซีพี กับ BCG สร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและสมดุล

ในโอกาสที่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) เข้าร่วมงานประชุมเอเปค 2022 ที่เป็นการประชุมด้านการค้าและการลงทุนที่สำคัญของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในฐานะ APEC Communication Partner และผนึกกำลังร่วมกับบริษัทในเครือ เพื่อแสดงขีดความสามารถ วิสัยทัศน์ และทิศทางธุรกิจที่ตอบรับแนวคิดเศรษฐกิจชีวิภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของงาน ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร ผู้ช่วยบริหาร ประธานคณะผู้บริหาร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความยั่งยืนและสื่อสาร องค์กร บริษัท C.P. Group จึงให้เกียรติพาเที่ยวชมบูธ พูดคุยเรื่อง BCG และแบ่งปันข้อมูลในการพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืนต่อคน สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ซีพีนำมาบอกเล่าให้ได้ฟังกัน

“BCG ถูกผนวกในยุทธศาสตร์การทำธุรกิจของเครือ C.P. Group อยู่แล้ว” ดร.เนติธรย้ำจุดยืนด้านความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมในทำงานของ C.P. Group ซึ่งเป็นอาณาจักรทางอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจ 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 14 กลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่ด้านอาหารและการเกษตร การค้าปลีก-ส่ง การสื่อสาร อีคอมเมิร์ซ อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ยาและเวชภัณฑ์ และการเงิน ใน 21 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสองในสามของเขตเศรษฐกิจเอเปค

แน่นอนว่าด้วยความซับซ้อนและขนาดของธุรกิจระดับเวิลด์คลาสนี้ คงก่อให้เกิด “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ C.P. Group ซึ่งตระหนักถึงจุดนี้จึงได้มี แนวทางธุรกิจที่สอดรับกับแนวคิด BCG อยู่ก่อนแล้ว

แนวคิดนี้ของ C.P. Group ยังตั้งอยู่บนหลักการ “3 ประโยชน์” ที่จะช่วยสร้าง ขยาย และบูรณาการประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศ ผู้คน และบริษัท ดร.เนติธรขยายความด้วยว่า BCG และหลักการ 3 ประโยชน์ มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกออกไม่ได้ เนื่องจากการทำธุรกิจในปัจจุบันจะมองแต่ผลตอบแทนกำไรไม่ได้แต่ต้องคำนึงถึงความสมดุลและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

Advertisement

“Open. Connect. Balance.” ธีมหลักของเอเปคซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ จึงมีความสอดคล้องกับกรอบ BCG ของ C.P. Group อย่างมาก โดยบริษัทในเครือ C.P. Group ได้ใช้หลักการที่ว่านี้ในการวางยุทธศาสตร์เพื่อการทำเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ที่ยึดโยงกับหลักการเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและค่านิยมที่เกี่ยวข้องของสังคมระหว่างประเทศ

แล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง? สิ่งสำคัญที่ ดร.เนติธรพูดถึงในการที่จะบรรลุความคาดหวังนั้นคือ “การตั้งเป้าหมายและกำหนด KPI อย่างชัดเจน” ซึ่งในปัจจุบัน C.P. Group ได้มีเป้าหมายความยั่งยืนปี 2030 และภารกิจในการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 เครือ C.P. Group จึงได้นำหลัก BCG ซึ่งเป็นดังเครื่องมือไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจมาตีเป็นโจทย์ให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือและยกส่วนหนึ่งมานำเสนอในงานเอเปค 2022 นี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า C.P. Group ที่นำโดยอุตสาหกรรมด้านเกษตรกรรมและอาหารจะมีการปล่อยคาร์บอนที่สูง ซึ่งกลายเป็นโจทย์และเป้าหมายที่สำคัญของบริษัท แต่ ดร.เนติธรกล่าวว่า สิ่งที่จะมาช่วยในปัญหาอย่างมากนี้ได้ คือ “การบริหารจัดการอย่างดีโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างการทำวัตถุดิบเป็นอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ กลางน้ำ อย่างการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การค้า ยันปลายน้ำของธุรกิจที่ส่งสินค้าและบริการถึงมือผู้บริโภค

“นี่คือสิ่งที่ C.P. Group ทำ เราพยายามใช้ทรัพยากรให้น้อยลง รวมถึงหมุนเวียนมลภาวะ อาทิ ก๊าซมีเทนที่ได้จากภาคปศุสัตว์ก็นำมาผลิตไฟฟ้า น้ำเสียที่เกิดจากภาคการผลิตก็นำมาทำให้สะอาดและใช้ในภาคการเกษตรอีกครั้ง เราพยายามที่จะลดการปล่อยของเสียออกจากระบบธุรกิจของเราให้ได้มากที่สุด” ดร.เนติธรกล่าว

ตัวอย่างที่น่าทึ่งหนึ่งของ C.P. Group ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทำการเกษตรแบบประณีต ที่ทำให้สามารถเลี้ยง ปลูก และผลิตสินค้าเกษตรกรรมได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ดร.เนติธรหยิบยก “เครื่องฟังการเคี้ยวอาหารของกุ้ง” มาเล่าให้ฟัง โดยเจ้าเครื่องนี้มีขึ้นเพื่อตรวจสอบระดับความอิ่มของกุ้ง ที่จะทำให้รู้ว่าต้องใช้ปริมาณอาหารในการเลี้ยงมากน้อยเพียงใดและไม่ทำให้เกิดการสะสมของซากอาหารในแหล่งน้ำเลี้ยงกุ้งซึ่งจะส่งผลให้เกิดมลพิษต่อมาได้

นอกจากนี้ ในบูธจัดแสดงที่งานเอเปค ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ C.P. Group ยังยกขบวนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กลุ่มธุรกิจในเครือนำโจทย์เรื่อง BCG ไปครุ่นคิดไตร่ตรอง จนกลายเป็นทางออกใหม่ให้แก่โลกในด้านการทำเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและสมดุล โดยบริษัทลูกที่มาร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CPF) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (CP All) และทรู คอร์ปอเรชั่น (True)

CPF นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทางด้านอาหารภายใต้ธีม “Sustainable Kitchen of The World Towards Net-Zero” สอดคล้องกับจุดแข็ง BCG ของเอเปค และเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 2050 ของ C.P. Group เริ่มจากสินค้าแบรนด์ Meat Zero ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์จากพืช (plant-baesd meat) ที่ช่วยตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคและช่วยลดก๊าซมีเทนในภาคปศุสัตว์ ที่ดร.เนติธรกล่าวว่า ดีต่อสุขภาพและความยั่งยืนของผู้คนและโลก รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะมีสามประเภทคือหนึ่ง Mono PP และ Mono PE ที่รีไซเคิลได้ 100% สอง พลาสติกจากข้าวโพดที่ย่อยสลายได้ และสาม พลาสติกที่มาจากพลาสติก PET มารีไซเคิล 80%

CP All ชูเรื่องการลดการใช้พลังงานประเทศ ด้วยการใช้พลังงานทดแทน อาทิ โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ การเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้านเซเว่นให้เป็นรุ่นใหม่ที่ไม่ใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง การใช้เทคโนโลยี 4.0 มาช่วยในการบริหารจัดการร้าน และการริเริ่มใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าในการส่งของสินค้าประเภท delivery ให้กับลูกค้า ที่ทาง CP All ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มการใช้ยานพาหนะดังกล่าวให้ถึง 2,900 สาขาในปีหน้า รวมถึงแผนความร่วมลงทุนกับผู้มีศักยภาพในการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าบริเวณหน้าร้านเซเว่น เพื่อสนับสนุนสังคมรถยนต์ไฟฟ้าที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากยานพาหนะน้ำมันแบบดั้งเดิม

ในเรื่องเทคโนโลยี CP All ยังพัฒนา “กราฟีน” วัสดุแห่งอนาคตที่มีความแข็งกว่าแกรไฟต์ หรือเหล็ก ถึงราวๆ 3,000 เท่า ทั้งยังนำไฟฟ้าได้ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการผลิตสินค้าอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้

True จัดแสดงผลงานด้านความยั่งยืนถึง 3 ด้าน เริ่มจาก โซน “True Together” ที่พูดถึงความยั่งยืนด้านการศึกษาผ่านโครงการ True ปลูกปัญญา โครงการ CONNEXTED โครงการ 5g for education และโครงการ Cyber Wellness and Online Safety ต่อมาที่โซน “Health and Wellness” ที่อวดแอพพลิเคชั่น “หมอดี” ที่จะทำให้การพบแพทย์ง่ายแค่ปลายนิ้ว โดยการที่ผู้ใช้เข้าไปที่แอพพ์ดังกล่าวเพื่อติดต่อ รับการวินิจฉัย และการสั่งยากับแพทย์ผ่านมือถือได้ทุกวัน 24 ชั่วโมง และรอรับยาได้เลยผ่านเภสัชกรที่ใกล้ที่สุด อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถทราบข้อมูลร่างกายเบื้องต้น อย่างค่า BMI ค่าไขมัน คลื่นหัวใจ และอื่นๆ ได้ เพียงแค่ไปตรวจวัดที่เครื่องชั่งอัจฉริยะของโครงการแอพพ์หมอดี ในห้างสรรพสินค้าแม็คโครและโลตัสใกล้บ้าน ส่วนโซนสุดท้าย “True Farm” ที่ช่วยสร้างความยั่งยืนด้านการเกษตรด้วยการให้ข้อมูลแก่เกษตรผ่าน truedigital.com

สุดท้าย ต่อข้อโต้แย้งของนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วนที่มองว่า สิ่งที่กลุ่มทุนทำในปัจจุบัน เป็นเพียงการโชว์ตัวเลขสถิติ ไม่ใช่การแก้ปัญอย่างตรงจุด หรือเป็นเพียงการตลาด “ฟอกเขียว” เท่านั้น ดร.เนติธรกล่าวว่า “C.P. Group ทำอย่างนั้นไม่ได้” งานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของบริษัทต้องได้รับการตรวจสอบจากบุคคลที่สามอย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้ อาทิ Down Jones Sustainability Index (DJSI) ซีพียังมีรายงานที่ได้รับการประเมินความถูกต้องจากออดิทเผยแพร่อย่างชัดเจนปีต่อปี ซึ่งทำให้ใครก็ตามสามารถติดตามความคืบหน้าของภารกิจด้านความยั่งยืนทั้งต่อธรรมชาติและต่อสังคมของซีพีได้ ซึ่งทางบริษัทก็ได้รับรางวัลที่การันตีความสำเร็จในด้านสิ่งแวดล้อม แม้ว่า ดร.เนติธรจะกระซิบว่าเกณฑ์เข้มข้นและยากขึ้นทุกปี

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นกระบวนการที่เข้มงวด “เริ่มตั้งแต่การตั้งเป้า วางแผน ชี้วัด และวัดผล อย่างเป็นระบบ” ซึ่งมุ่งหวังผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริงๆ ต่อโลกมากกว่าเพียงตัวเลข “สีเขียว” ที่มาช่วยสร้างความสบายใจในการทำธุรกิจ รวมถึงความชัดเจน โปร่งใส ความมุ่งมั่นของ C.P. Group ในการเข้าใกล้เป้าหมายความยั่งยืนของบริษัท ดร.เนติธรย้ำว่า “ในสังคมปัจจุบัน เราหลอกคนได้ไม่นานหรอก ถ้าจะหลอกนะ เพราะมีการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด” และว่า “เราไม่คิดจะทำและไม่ต้องการทำ”

แน่นอนว่าหนทางสู่ความมั่นคงของชีวิต สังคม และโลกยังคงอีกยาวไกล แต่จากเป้าหมาย แผนการ และความมุ่งมั่นของ C.P. Group ที่สะท้อนผ่านการนำเสนอความก้าวหน้าต่างๆ ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคปีนี้ ทำให้เห็นว่าบริษัทจะยังคงก้าวไปข้างหน้าตามภารกิจที่วางไว้ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประสมประสานการบูรณาการประโยชน์ด้านต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจจนเกิดเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนขึ้นได้