‘ยูเนสโก’ อวยยศ ‘บาร์แกตต์’ ฝรั่งเศส ขึ้นแท่นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมว่า องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศให้ “บาร์แกตต์” ขนมปังที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำชาติฝรั่งเศส เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลก
บาร์แกตต์ ขนมปังที่มีรูปทรงยาว พร้อมเปลือกด้านนอกที่แข็งขณะที่เนื้อด้านในที่นุ่ม ยังคงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตชาวฝรั่งเศส ในขณะที่ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นฝรั่งเศสอื่นๆ ของประเทศหกเหลี่ยมนี้ อาทิ หมวกเบเรต์ และกระเทียมถูกเบียดตกข้างทาง โดยในแต่ละปีบาร์แกตต์จะถูกผลิตขึ้นด้วยจำนวนกว่า 6 พันล้านชิ้นในฝรั่งเศส ตามข้อมูลจากสมาพันธ์เบเกอรี่ฝรั่งเศสแห่งชาติ
ออเดรย์ อาซูเลย์ ประธานยูเนสโกกล่าวถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ล่าสุดนี้ว่า “มันได้เชิดชูวัฒนธรรมทั้งมวล ชีวิตประจำวัน องค์ประกอบทางโครงสร้างของมื้ออาหาร และยังเป็นดั่งคำเหมือนของการแบ่งปันและความรื่นเริง”
ด้านเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ ก็ออกมายกย่องการตระหนักรู้ของยูเนสโกต่อ “องค์ความรู้” ของฝรั่งเศสนี้ และว่า “ความสมบูรณ์แบบและมนต์ขลังที่มีน้ำหนัก 250 กรัม” นี้เป็นอะไรที่เลียนแบบกันไม่ได้
อย่างไรก็ดี สถานะอันทรงเกียรติล่าสุดของบาร์แกตต์ปรากฏขึ้นในตอนที่ภาคอุตสาหกรรมของขนมปังดังกล่าวในฝรั่งเศสประสบความท้าทาย จากจำนวนร้านเบเกอรี่ที่ผลิตด้วยมือลดลงราวๆ 400 รายต่อปีตั้งแต่ปี 1970 ที่เดิมมีจำนวนอยู่ที่ 55,000 ราย ลดลงมาอยู่ที่ 35,000 รายในปัจจุบัน เนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ซูเปอร์มาเก็ตที่แพร่กระจายไปยังพื้นที่ชนบท การเพิ่มขึ้นของเทรนด์การบริโภคขนมปังซาวด์โดว์ และความนิยมอาหารอเมริกันอย่างแฮมเบอร์เกอร์ที่มากขึ้น
ทั้งนี้ ก็ยังสามารถเห็นภาพชาวฝรั่งเศสหนีบบาร์แกตต์ไว้ไต้แขนขณะเดินออกจากร้านขายขนมปัง อีกทั้งยังมีการแข่งขันทำบาร์แกตต์ระดับชาติที่เฟ้นหาบาร์แกตต์ที่มีโครงสร้างเนื้อขนมปังภายในเป็นดั่งรวงผึ้งสีครีม
นอกจากนี้ บาร์แกตต์ยังมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า แม้ว่าขนมปังชนิดนี้จะดูเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน แต่ความจริงแล้วบาร์แกตต์เพิ่งได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการเมื่อปี 1920 ที่มีกฎหมายกำหนดน้ำหนักขั้นต่ำและความยาวสูงสุดของขนมปังชนิดนี้ขึ้น
ขณะที่โลอิก เบียนาสซิส จากสถาบันด้านประวัติศาสตร์อาหารและวัฒนธรรมของยุโรปยังกล่าวอีกว่า เริ่มแรกบาร์แกตต์ถือเป็นสินค้าหรูหรา เพราะชนชั้นแรงงานจะกินขนมปังรัสติกที่เก็บรักษาได้ดีกว่า แต่การนิยมบริโภคบาร์แกตต์ได้แพร่หลายและกระจายไปทั่วฝรั่งเศสในระหว่างทศวรรษที่ 1960 – 1970

