หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ปิติ’ ยัน ‘ไ...

‘ปิติ’ ยัน ‘ไม่เลือกข้าง’ เสน่ห์การทูตไทย ปอกเปลือกเมกา-เตือนจีน ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ จะทำพังซ้ำ มองอินเดียใหม่ ‘เครื่องยนต์ที่ 4’

3.12.22 | 18:34 น.

‘ปิติ’ ลั่น เรารู้ทันแต่ไม่เท่าทัน ยัน ‘ไม่เลือกข้าง’ คือเสน่ห์การทูตไทย ปอกเปลือกเมกาฯ – เตือนภัยจีน ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ อาจทำพังซ้ำ ชวนมองอินเดียเลนส์ใหม่ ในฐานะ ‘เครื่องยนต์ที่ 4’

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่มติชนอคาเดมี ถนนเทศบาลนิมิตใต้ ซอย 12 ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ในงาน “สมานมิตรฯ Return” เปิดโกดังหนังสือดี วันนี้เป็นวันที่ 9 โดยจะมีไปจนถึง 4 ธันวาคม ตั้งแต่ เวลา 10.00 – 19.00 น.

อ่านข่าว : ‘ชานันท์’ เชื่อ ผู้หญิงไปม็อบมากกว่า เปิดที่มา ‘หลังบ้านคณะราษฎร’ ฉายบทบาทสตรี ที่ไม่ได้สู้แค่ชายเป็นใหญ่

บรรยากาศเวลา 11.00 น. มีกิจกรรม Exclusive Talk สภากาแฟไทยในโลกใหม่ ตั้งวงจิบกาแฟสุด Exclusive โดยมี รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเจ้าของหนังสือ “Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่” ร่วมจิบกาแฟ พูดคุยแลกเปลี่ยนความร้อนระอุของเวทีโลก ชวนทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย พร้อมอัปเดตเหตุการณ์โลก ตั้งแต่ประเด็นของ 2 มหาอำนาจอย่างจีน-อเมริกา ระเบียบโลกใหม่ที่มีหลายผู้เล่น ไปจนถึงมองการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานประชาชนทั่วไปที่สนใจเดินทางมาร่วมพูดคุยทิ้งคำถาม โดยหนึ่งในนั้นคือ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ นักเขียนและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ รางวัล Mahidol Science Communicator Award 2020 ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ร่วมสอบถามถึงมุมมองที่มีต่อม้ามืด อย่างประเทศอินเดีย

Advertisement

วงสนทนาเริ่มที่คำถามว่า ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ คืออะไร ทำไมกลายมาเป็นเลนส์ที่สำคัญในการมองโลกหลังจากนี้ ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า ต้องเริ่มจากว่า ‘ภูมิศาสตร์’ ซึ่งเป็นวิชาที่สนุก เล่าถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งความแตกต่างของสภาพแวดล้อมทำให้คนในโลกคิดไม่เหมือนกัน และสภาพแวดล้อมก็เอื้อให้ประเทศนั้นๆ ทำมาหากินได้ดี จากหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มยิ่งซับซ้อนขึ้น คนซับซ้อนขึ้น การขยายอิทธิพลซับซ้อนขึ้น วิชารัฐศาสตร์จึงเข้ามามีส่วน โดยเรียนเรื่องวิธีแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละกลุ่ม ประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์ที่ต้องรักษา หลายครั้งขัดแย้งกัน ถ้าในระดับรัฐก็อย่างเช่น จังหวัดนี้นั้น อยากทำโครงการนี้ โครงการนั้น

ภูมิรัฐศาสตร์ พูดถึงรัฐที่ไม่อยากให้รัฐตาย แต่ขยายอิทธิพลเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งก็พูดถึงการรุกราน การล่าอาณานิคม การขยายอิทธิพลทางด้านการทหาร ซึ่งโลกพิสูจน์แล้วว่าชิบหายหมด ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1-2 สงคราล่าอาณานิคม ฯลฯ ทุกคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงต้องมีการสร้างองค์การระหว่างประเทศ เรียกว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตแบบนี้อีก ในขณะเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจก็มีการพยายามสร้างองค์การแบบนี้ แต่พักไว้ก่อน เพราะในที่สุดหลังสงครามโลก 2 ประเทศที่ร่วมรบกันมา แล้วชนะสงครามกลับทะเลาะกันเอง อย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส มีค่านิยมแบบหนึ่ง ในขณะที่จีนกับรัสเซีย ดันมีค่านิยมอีกอย่าง แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก คือคนที่ชนะสงครามโลกด้วย และถูกเชิญไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ขอบอกว่าไม่เข้า คืออินเดีย ที่ประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะมี 5-6 รัฐ ผูกขาดอำนาจ และตัดสินทุกอย่างในโลกได้ และวันนี้ความล้มเหลวของสหประชาชาติก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

 

“ด้วยความที่คนชนะสงครามทะเลาะกัน จึงแข่งขันเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง โลกเข้าสู่ภาวะสงครามเย็น สร้างสรรค์ในทางที่ผิด เช่น ทำให้เราถูกหลอม ถูกล้างสมองจนถึงทุกวันนี้ ในตำราเรียนเด็กไทย อธิบายสงครามเย็นว่า คือความขัดแย้งระหว่าง สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และโลกเสรีประชาธิปไตย ซึ่งคำที่โกหกคือ ‘โลกเสรีประชาธิปไตย’ และไทยเองรู้สึกว่าอยู่ข้างอเมริกา แต่ในความเป็นจริงถ้าไปดูประวัติศาสตร์ อเมริกาพร้อมร่วมมือกับทุกคน ตราบใดที่คุณทะเลาะกับรัฐเซีย ดังนั้น คำจำกัดความที่ถูกต้องมากกว่า คือ สงครามเย็นคือความขัดแย้งระหว่าง สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ กับคนอื่นๆ ที่รุมยำสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ในที่สุด สงครามเย็นจบ โซเวียตล่มสลาย กลายเป็นชัยชนะของอะไรก็ไม่รู้ อเมริกากลายเป็นผู้จัดระเบียบโลกแต่เพียงผู้เดียว อเมริกาวางกฎ เป็นกรรมการ และเป็นผู้เล่น เป็นมหาอำนาจเชิงเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่าการขยายอิทธิพลแบบนี้ในทางเศรษฐกิจ ด้วยการวางเสาหลักผ่านธนาคารโลก, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ซึ่งเราเจริญเติบโต จีดีพีเพิ่ม การจ้างงานดีขึ้น ทุกคนดูเหมือนจะแฮปปี้หมด แต่ปัญหาคือมีคนนึงเริ่มโตขึ้นมา และเก่งกว่าอเมริกา ซึ่งมีวิธีคิดตรงข้ามเมกาอย่างสิ้นเชิง

คือ ‘จีน’ อำนาจนิยม คอมมิวนิสต์ ใช้วิธีการวางแผน หลุดจากกลไกการตลาดเมื่อไหร่พร้อมเข้าแทรกแซงได้ตลอด อย่างโควิด-19 ที่เห็นตอนนี้ แต่จีนก็เพอรฟอร์มเศรษฐกิจได้ดีมาก ปี 2021 ธนาคารโลกยอมรับว่าเป็นประเทศ 1,400 ล้านคน ซึ่งไม่มีคนจนอีกแล้ว อำนาจและความท้าทายตรงนี้ดันใหญ่กว่าอเมริกาในหลายมิติ ดังนั้น ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่เหมาะในการมอง เพราะการขยายอิทธิพลทุกวันนี้เป็นด้านเศรษฐกิจมากกว่า ศาสตร์ที่ 3 ที่ควรเข้าไปเกี่ยว คือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเขาเรียนกันว่า จะ optimization หาทางเลือกที่ดีที่สุดได้อย่างไร ถ้ามีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เป้าหมายนั้น มีกี่ทางเลือก มีกี่ข้อจำกัด มีบริบทอะไรที่ทำได้และไม่ได้ จะหลบหลีกซิกแซกอย่างไร ทางเป็นอย่างไร ปัจจุบันเครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์ จึงถูกนำมามิกซ์ ให้เป็น ‘ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ’ เปลี่ยนรูปแบบการห้ำหั่น สงครามไม่จำเป็นต้องแบบในยูเครนอีกต่อไปแล้ว

หลายคนพูดถึง บาซูก้า นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ มันอาจะมาอยู่ในรูปของสิ่งอำนวยสะดวกทางการค้า เช่น บริษัทประกัน ธนาคาร บริษัทโลจิสติก ระบบโอนเงินระหว่างประเทศ ที่ถูกใช้ในการห้ำหั่นแทน” รศ.ดร.ปิติกล่าว

 

เมื่อถามว่า ปัจจุบัน อเมริกาถึงขั้นเพลี่ยงพล้ำต่อมหาอำนาจใหม่ อะไรนำอเมริกามาสู่จุดถดถอย แล้วจะกลับมาสู่เบอร์ 1 ได้หรือไม่ ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า ตนว่าอเมริกายังเป็นเบอร์ 1 อยู่ ยังไม่ได้ลดทอน ยังใหญ่สุดทั้งตลาดจีดีพี กองทัพ และมีมหาเศรษฐีมากสุดของโลก เพียงแต่แนวโน้มระเบียบโลกคือ ‘จะไม่ใช่คนๆ เดียววางกติกา เป็นกรรมการ และเป็นผู้เล่นอีกต่อไป’ แต่ก่อนยอมเพราะเรายังเล็ก แต่จนวันนี้ จีน อินเดีย โตขึ้นมาก ซึ่งดันมีชุดความคิดว่า โลกควรจะเป็นหลายฝ่ายมาร่วมกำหนดกติกา ตั้งองค์กรขึ้นมาคุมกฎ ทุกคนก็เป็นผู้เล่นที่ให้แต้มต่อกัน มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น

แต่ว่าสิ่งที่ทำให้อเมริกาเริ่มสูญเสียอำนาจ เพราะคุณวางกติกา เป็นกรรมการ แล้วกลับเริ่มเล่นโกงจากกติกาที่คุณวางไว้เอง เพราะเห็นว่าหาประโยชน์ได้ จึงสูญเสียสถานะ และ ‘ระเบียบโลก’ ซึ่งมันไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดมาตั้งแต่ 1970

“หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลไกด้านเศรษฐกิจที่ถูกสร้างขึ้นอันหนึ่งคือ เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods system) ที่วางกติการะบบเศรษฐกิจหลังสงครามโลกว่าจะเดินอย่างไร ซึ่งออกมาเป็น 3 องค์การระหว่างประเทศ ชื่อว่า 1. World bank 2.IMF ดูแลการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีการตั้งค่าเงินสกุลกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนทั่วโลก โดยอเมริกาขอฟิกซ์ค่าเงินกับ USดอลลาร์ และทุกคนในโลกตอนนั้นง้ออเมริกา ยุโรปก็หยวนๆ อเมริการักษากติกา ด้วยการแบ๊กอัพด้วยทองคำ ถ้ามีทองคำเพิ่มขึ้นในคลัง 1 อาวซ์ จะเพิ่มเงินเพิ่มอีก 35 ดอลลาร์ ถ้าลดลง จะดูดเงินกลับจากระบบ 35 ดอลลาร์”

“จริงๆ ควรจะมีองค์การที่ 3 ตอนนั้นตั้งชื่อว่า IGO ซึ่งพูดถึงการค้าเสรี แต่สรุป อเมริกาเป็นคนเดียวที่ไม่เอา IGO ขอเป็นแค่ เจเนอรัล อกรีเมนต์ เมื่อถึงจุดนึงที่ทั่วโลกเริ่มสงสัยอเมริกา เพราะไปทำสงครามที่เกาหลี เวียดนาม ไปสนับสนุนอีรักให้รบกับอิหร่าน คนเริ่มสงสัย เอาเงินมากจากไหนมาทำสงครามขนาดนี้ ปรากฏอเมริกาแอบพิมพ์เงินเพิ่ม เหมือนวงแชร์กำลังจะล่ม คนเลยรีบถอนเงินออก จะเอาดอลลาร์ที่ถือไปขอแลกคืนเป็นทองคำ อเมริกาไม่มีเงินพอให้แลก จึงขอปรับค่าเสมอภาค ก็คือยอมลดค่าเงินดอลลาร์ จาก 35 ดอลลาร์ เป็น 38 เป็น 40 จนในที่สุดเป็น 70 ดอลลาร์ เท่ากับทองคำ 1 อาวซ์ แสดงว่าอเมริกาแอบพิมพ์เงินเพิ่มอย่างน้อย 2 เท่า ต่อมาทองคำกำลังจะหมด จึงประกาศเลิกฟรีซค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ” รศ.ดร.ปิติชี้

รศ.ดร.ปิติกล่าวต่อว่า เพื่อโน้มน้าวให้ได้มากกว่านี้ อเมริกาจึงก็ไปขอความช่วยเหลือจากมิตรที่วางไว้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งซื้อใจได้ด้วยรถวีลแชร์ หลังจากนั้นอเมริกาได้สัมปทานน้ำมัน ซาอุฯ ก็ได้ความคุ้มครองจากอเมริกา ดังนั้น ปี 1970 ในวันที่คนเริ่มไม่ในใจว่าดอลลาร์จะเลวร้ายหรือไม่ ก็เกิดการรวมกลุ่มของผู้ค้าน้ำมันขนาดใหญ่ หรือ โอเปค อิทธิพลซาอุฯ สูงมาก เมกาฯ จึงขอให้ขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ ทำให้เห็นครั้งแรกว่า อเมริกาที่จะรักษากฎ แต่ดันทำลายกฎเสียเอง ในเมื่อเป็นกรรมการและคนสร้างกฎเอง ย่อมรู้ว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งการใช้วิธีพิมพ์เงินเพิ่มถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เงินนั้นใช้กันทั่วโลก จึงเกิดปัญหา

“สมมติคุณมีขวดน้ำใหญ่มาก หยดกาแฟ ลงไปก็ยังเป็นน้ำเปล่า อเมริกาก็คิดอย่างนั้น แต่ดันเพิ่มมากไปจนกลายเป็นกาแฟ เกิดปัญหาเงินเฟ้อสุดในรอบครึ่งศตวรรษ การดูดเงินกลับ ก็ขึ้นดอกเบี้ยไม่รู้กี่ครั้ง ทุกประเทศบาดเจ็บล้มตาย ค่าเงินอ่อน อย่างของไทยเงินสำรองของประเทศหายไป 70,000 กว่าล้านแล้ว จีนหายไป 200,000 กว่าล้าน ญี่ปุ่นประมาณ 400,000 ล้าน ทำให้อเมริกาเสียเครดิต จากที่เคยปฏิเสธ IGO ก็ต้องสนับสนุนให้มีองค์การด้านการค้า การลงทุนเสรี แต่ตอนนั้นปฏิเสธไปแล้ว จึงกระดาก แต่อยากให้มันเกิดเลยเปลี่ยนชื่อเป็น WGO กลายเป็นระเบียบโลกที่อเมริกาวางไว้ครบจิ๊กซอว์ หนุนการค้าเสรีมาตลอดเพราะตัวเองได้ตลอด จนวันนึงมีคนที่ไม่เคยสนับสนุนการค้าเสรี อยากสนับสนุนการค้าเสรีบ้าง ซึ่งก็คือ ‘จีน’ เริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศ ปี 1978 เปิดประเทศปี 1991-1992 ในที่สุดจีนต้องยอมรับระเบียบโลก WGO อันนี้ เพราะถ้าวางแผน เตรียมตัวดี วิ่งแข่งได้

จีนทำอะไรรู้ไหม เพื่อเข้า WGO จีนแก้กฎหมายในประเทศ 200,000 กว่าฉบับ ปรินต์กระดาษเอสี่สูงเท่าตัว ปรับตามที่อเมริกาขอ จีนบ้าปรับตาม แต่ดันเล่นเก่ง จึงเริ่มแซงอังกฤษ เยอรมัน กลายเป็น เบอร์ 2 แล้วแซงอเมริกาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในมิติจีดีพี กฎที่อเมริกาวางไว้ ดันมีคนเล่นเก่งกว่า จึงไม่ต้องทำตามกฎ เข้าสู่สงครามการค้าก็ได้ ไม่พอใจก็ทำนอกกรอบ ดังนั้น ระเบียบโลกที่มหาอำนาจเป็นคนที่วางระเบียบ ดันไม่เชื่อมั่นในระเบียบที่ตัวเองมี เราจึงต้องเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่” รศ.ดร.ปิติระบุ

ด้าน ดร.บัญชา ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่น กับอเมริกา ?

 

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า หลังสร้างครามโลกที่ 2 ญี่ปุ่นเกือบจะเป็นเมืองขึ้นของอเมริกาก็ว่าได้ จ่ายเงินดูแลกองทัพให้ วางรากฐานเศรษฐกิจ วางอะไรให้ แทบจะร่างรัฐธรรมนูญให้ จึงกำหนดให้ญี่ปุ่นเดินตามได้ ญี่ปุ่นโตได้ด้วยเมกาฯ จึงถูกมองเป็นนอมินี สร้างมาเพื่อคุมจีนโดยเฉพาะ ขณะที่จีนตรงกันข้าม คือ ‘กล่องดำ’ ที่อเมริกาไม่เคยเข้าใจ หลังจาก สตาลินตาย รัสเซีย-โซเวียต เริ่มรู้สึกว่า การพึ่งพาลัทธิบูชาบุคคลไม่เวิร์ก ต้องเปลี่ยนเป็นมาร์กซิสต์ ต้องเข้าสู่ระบบเดิม ซึ่งคนที่คิดแบบสตาลิน คือ ‘เหมา เจ๋อ ตง’ ดังนั้นจีน กับรัสเซียจึงแตกกันตั้งแต่ปี 1950 แต่กว่าที่อเมริการู้ว่าต้องเอาจีนมาเป็นพวก คือปี 1971

“นิตยสารไทม์ มีช่วงพิเศษ Beyond 2000 พยากรณ์ไว้ว่า จีนจะไม่สามารถขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลกได้ ในศตวรรษที่ 21 ไม่เคยมองจีนอยู่ในสายตา เพราะวิธีสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจ ที่เอาข้อมูล 10-20 ปีย้อนหลังมาหาค่าเฉลี่ยแล้วตั้งสมมติฐาน หลุดจากกรอบไปมากก็ไม่ได้ ข้อมูลย้อนหลังที่เอามาวิเคราะห์ข้างหน้ายังแคบมาก ขาดมิติจินตนาการ ดังนั้น จึงคิดผิด เลยไม่เห็นว่าจีนจะโต แต่มาเห็นเมื่อปี 2017 กระบวนการเตะตัดขาจีนจึงเริ่มต้นจากวันนั้นจนวันนี้ จีนคือทุกมิติ ภัยคุกคามของอเมริกา

ถ้าจะมีชาติไหนที่หมกมุ่นกับจีนมากที่สุดในวันนี้ ให้รู้ไว้เลยว่าคืออเมริกา ” รศ.ดร.ปิติกล่าว

 

เมื่อผู้ร่วมวง ถามว่า ล่าสุดทางพรรคคอมมิวนิสต์ เพิ่งแต่งตั้ง ‘สี จิ้นผิง’ เป็นประธานาธิบดีจีน สมัยที่ 2 ถ้าเรียกว่าอเมริกาโกง การรวบอำนาจแบบนี้ จะไม่เรียกว่าจีนโกงบ้างหรือ ซึ่งก็เริ่มเห็นแรงต้านจากประชาชนแล้วด้วย ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า แน่นอนว่า สี จิ้นผิง ก็โกง ระบบของจีนได้วางไว้ การแก้รัฐธรรมนูญปี 2018 ที่พูดว่า ตำแหน่งผู้นำอยู่ได้ 2 สมัย ถูกวางในสมัยของ ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ ในรัฐธรรมนูญ ปี 1982 ซึ่งเหมาะกับบริบทตอนนั้น แต่เมื่อสี จิ้นผิง เริ่มมีอำนาจ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือจีนไม่ได้โตได้แบบที่เป็นมาอีกแล้ว ถึงช่วงปี 2009 -2010 โตได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ซึ่งยังไปได้ แต่พอมาสมัย สี จิ้นผิง ดันเจอสงครามมาตั้งแต่ 2006 เศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มไม่ได้โตขนาดนั้น สี จิ้นผิง จึงฉีดสเตรียรอยด์ให้เศรษฐกิจจีน คือ ‘เบลท์ แอนด์ โร้ด’ วิธีการคือดีล จีนคุยกับไทย จีนคุยลาว จีนคุยตุรกี จีนคุยอังกฤษ คุยแยกไม่เปิดตลาด แต่มีรีเควสคือ ขอให้สร้างอีโค่ซิสเท็มที่เอื้อให้จีนมาลงได้หรือไม่

กรณีจีนรีเควสไทย คือสร้างอีโค่ซิสเทม ให้จีนมาลงทุนง่าย จีนจะถ่ายทอดรถไฟความเร็วสูงให้ และมาลงทุน แต่ละประเทศ ‘รีเควส แอนด์ออฟเฟอร์’ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้จีนมีมิตรประเทศ เข้าถึงตลาด กำลังแรงงาน จีนแฮปปี้ เศรษฐกิจจีนโตต่อไปได้ ช่วงแรกทั่วโลกนิยมยินดีมาก ยังไม่ได้มองจีนเป็นภัยคุกคาม จนกระทั่งจีนเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ จนทำให้เริ่มเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม

“จีน ก็เลยต้องปฏิรูปอีกแบบ จึงเกิดการแก้กฎหมาย ในปี 2018 ซึ่งจุดอ่อนของอเมริกาที่สุด คือนโยบายสับส่าย ไม่ต่อเนื่อง จีนรู้จุดอ่อนนี้ จึงต้องแก้ด้วยการมีจุดแข็ง เหนือจุดอ่อน ด้วยการมีนโยบายนิ่งๆ แล้วอยู่ยาว ด้วยการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่ 3 คือ แก้ปัญหาความยากจน แก้คอร์รัปชั่น เรื่องที่คนจีนไม่คิดว่าจะทำได้ แก้ได้หมด ผมมีความชอบธรรมในการอยู่ต่อได้ แฮคระบบด้วยวิธีแบบนี้ แล้วขึ้นมา” รศ.ดร.ปิติชี้

รศ.ดร.ปิติกล่าวต่อว่า แต่ถามว่า จีนจะบริหารจัดการภายใต้สภาวะที่ระส่ำได้หรือไม่ โดยเฉพาะม็อบที่มาทั่วประเทศจีน ?

 

ตนยังเชื่อว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ยังแก้ไขได้ ถ้าเทียบระหว่างเหตุการณ์ เทียนอันเหมิน กับเหตุการณ์เรียกร้องในปัจจุบัน ข้อเรียกร้องหลักจริงๆ คือการเรียกร้องให้ผ่อนคลายโควิด-19 ซึ่งจีนให้ได้ไม่ยาก แต่อาจจะทำให้คนแก่ตายเยอะ แต่ค่อยไปแก้เอา แต่ตอนเทียนอันเหมิน คือข้อเรียกร้องที่จีนให้ไม่ได้ คือเอาพรรคคอมมิวนิสต์ออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย

การปลดล็อกครั้งนี้ ปลกกล็อกได้ ค่อยๆ ปลด จีนจึงเน้นจากหัวขบวน แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายช้าๆ ซึ่งจบได้ แต่จะมีปัญหาคลื่นใต้น้ำในระยะยาว ล่าสุด คลื่นใต้น้ำที่ต้องพิจารณาจีนดีๆ คือ เราเห็นผู้นำรุ่นใหม่ของจีน ที่มีการตั้ง โปลิตบูโร 24 คน ทีม สี จิ้นผิง หมด ซึ่งอันตรายในระยะยาว เพราะทำงานกันมานาน จะรู้ใจนายว่านายชอบฟัง-ไม่ชอบฟังเรื่องอะไรเล่าแต่เรื่องที่นายอยากฟัง ก็จะเจอ ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ มีแต่ลิ่วล้อรายงานเฉพาะเรื่องที่อยากฟัง ดังนั้น ถ้าสีจินผิง ไม่มีวิธีลดเอคโค่ แชมเบอร์ (Echo Chamber) ตรงนี้ การเดินหน้าของจีนก็จะอันตราย

รศ.ดร.ปิติกล่าวอีกว่า โครงสร้าง โปลิตบูโร 24 คนนี้จะดูแต่ละประเด็น ลูกน้องมาจากคณะกรรมาการของพรรค ซึ่งมีการเลือกตั้งมาทีละระดับในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยให้ 7 คนเคาะ ที่ผ่านมา 24 คนนั้นมาจากหลายมุ้ง เที่ยวนี้ดันมาจากมุ้งสี ถ้ามีอยู่ยาว จะเข้าอีหรอบเดิม ที่จีนพังมาตลอดในประวัติศาสตร์ คือ ‘ฮ่องเต้ซินโดรม’ ฟังเท่าที่อยากฟัง

“หลายประเทศก็เป็นแบบนั้น ยิ่งผู้นำเป็นพวกไม่ชอบฟัง แล้วหงุดหงิด ฟังแล้วไม่อยากฟัง ฟังแล้วถ่มถุยใส่เขา ผมสั่งคนเดียว ให้ลูกน้องตะเบ๊ะใส่ แบบนี้ยิ่งอันตราย เรากำลังพูดถึงเพื่อนบ้านของจีน” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อผู้ร่วมวงสนทนาถามว่า จีนควรจะจัดจีนอยู่ซีกไหน ฝ่ายขวา หรือซ้าย ?

 

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า ณ ปัจจุบัน ทุกอย่างมันเบลอ ยากที่จะเรียกจีนว่าเป็นอะไร จีนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ที่ผสมสังคมนิยม ในที่สุดแล้ว เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แทรกตัวอยู่ในทุกอณูของทุกอย่างของจีน เพียงแต่คุณอาจจะไม่รู้สึก ไม่ต้องถามหาว่าอยู่ที่ไหน

บริษัทใหญ่ ตั้งตัวเองเป็นสหพรรคคอมมิวนิสต์ บริษัทของจีนก็จะทำตามนโยบายของพรรค เพราะรู้ว่าตัวเองจะโตได้ ระบบของจึนเป็นแบบนี้ จีนสนับสนุนการเปิดเสรีที่สุด ให้ทำเต็มที่ แต่ถ้าเมื่อไหร่กลไกตลาดเริ่มส่งเอาต์พุต ต่างออกไปจากนโยบายพรรค พรรคจะกลายเป็นมือที่มองเห็น แล้วจับคุณเข้าสู่แนวทางของเขา ตามนโยบายพรรค

เป็นขวา เมื่อจะหลุดออกจากระบบ จับเข้าสู่ระบบได้ อำนาจนิยมมาก ขณะเดียวกับ ตลาดเสรีมาก ‘เจ็กหม่า’ อยากทำไรก็ทำ แค่เมื่อไหร่ผิดไปจากหลักที่จีนอยากได้ ก็ไม่ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์

หรืออย่างการให้เด็กห้ามเล่นเกม ห้ามสอบ เรียนกวดวิชา ระบบการศึกษาที่จีนอยากให้เป็นคล้ายฟินแลนด์ เยอรมัน จากการที่พรรคอยากให้เป็น บริษัทเกมของจีนเสียประโยชน์ แต่ยอม แล้วตั้งระบบล็อกแอคเคาต์คุมเด็ก เสียหลายได้หลักแสนล้าน ถ้าทำตาม เดี๋ยวจีนจะให้อะไรตอบแทน

“ตอนนี้จีนไม่มีคนจน มีแค่คนชั้นกลาง บริษัทยัง บริจาคเงินเพิ่มไปทำนโยบายอีก เพราะเขารู้ว่าจะได้อะไรกลับมา เหมือนหัวเว่ย มีเทคโนโลยี 5G ที่ดีที่สุด แต่โทรศัพท์ของตัวเองใช้ชื่อ 5G ไม่ได้ ต้องไปอ้อนรัฐบาลจีนเรื่อยๆ วิธีคิดแบบจีนซับซ้อน จัดไม่ได้หรอกว่าจะซ้าย ขวา หรืออะไร แล้วเขาก็บอกว่า ไม่ต้องมาจัดผม ผมไม่ได้ใช้วิธีการแบบโลกตะวันตก” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เปรียบ ณ วันนี้ จีนต้องการซีอีโอแบบไหน ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า จีนมีลักษณะพิเศษมากๆ ในแต่ละการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน จะใช้วิธีการประชุม 2 สมัยบีบ 2 สมัยปล่อย เป็นแบบนี้มาตลอด เที่ยวนี้มีแนวโน้มผ่อนคลายไหม ตนมองว่าถึงแม้โปลิตบูโร 24 คน ที่ขึ้นมาเป็นแกนกลาง 7 คน จะเป็นทีมสี ก็จริง แต่ถ้าไปดูประวัติ ทุกคนเป็นสายปฏิรูปหมด ส่วนหนึ่งในนั้นมีวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ไม่ชอบการบังคับ ตนจึงมองว่า ช่วงนี้จีนพยายามปรับ จากสิ่งที่บีบไว้เยอะให้คลาย แต่ปัญหาคือเหมือนหนังสติ๊ก ดึงไว้เยอะ ปล่อยแล้วเจ็บ จึงต้องมีวิธีค่อยๆ คลาย เริ่มปลดล็อก แต่ไม่ทันความต้องการของคน

“จากประวัติศาสตร์ คนเดียวที่ล้มจีนได้ ไม่ใช่ฝรั่ง แต่คือคนจีนด้วยกันเอง” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อถามว่า การประชุมเอเปคที่ผ่านมา ซีงทั้งท่าที โจ ไบเดน ที่ไม่เข้าร่วมการประชุม และเรื่องข้อตกลงและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นอย่างไร ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า อย่างแรกสุด อย่าดูเอเปคโดดๆ ต้องดูคู่กับ G20 เพราะมีลักษณะเดียวกัน ทั้ง 2 อันคือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยสถาปัตยกรรมของมัน ถูกออกแบบให้พูดเรื่องปากท้อง การค้า การลงทุน แต่สิ่งที่เราเห็นคือทั้ง 2 เวทีถูกกดันให้คุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปากท้อง การเซ็ตอาเจ็นด้า จึงมี 2 แบบ

G20 อาเจ็นด้า คือจะคุยเรื่องอะไร ไม่มีใครพูดถึง เนื่องจากการเมืองความมั่นคงกลบหมด ส่วนของไทยคนเดือดร้อน จึงบอกว่า เอาเรื่องการเมืองความมั่นคงไว้ข้างนอก ในห้องขอให้คุยแต่เรื่องการค้าการลงทุน เพื่อแก้ปากท้องคนได้ไหม เราเจตนาให้เป็นแบบนั้น

“แต่ทั้งหมด มีความผิดปกติอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือโลกนี้ไม่มีเวทีพูดคุยเรื่องการเมืองความมั่นคง จึงต้องเอามาพูดเรื่องเวทีเศรษฐกิจ แต่ด้วยสถาปัตยกรรมโลก มีเวทีนั้น คือเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ไม่ใช่หรือ ที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเวทีสหประชาชาติไม่มีไกด์ แต่ที่วางไว้ครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2 มันบิดเบี้ยว ถ้า 1 ใน 5 ประเทศยับยั้ง ก็จบ” รศ.ดร.ปิติกล่าว

ถามอีกว่า เมื่อองค์กรกลางระหว่างประเทศไม่มีศักยภาพมากพอ จึงเกิดสงครามใหม่ๆ อย่าง รัสเซีย-ยูเครน สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ การขู่ด้วยแสนยานุภาพทางอาวุธ ส่งผลต่อทิศทางประเทศอเมริกา หรือประเทศเล็กๆ อย่างไร และเราควรตั้งสถานะตัวเองอย่างไร ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า จริงๆ ทำให้เราอยู่ยากขึ้น ข้อมูลตอนเขียนหนังสือ เราก็บอกว่าในทางเศรษฐกิจในที่สุดจะเกิดภาวะ ‘ห่วงโซ่มูลค่า’ The Great Decoupling ที่แยกเป็น 2 ห่วงโซ่ ห่วงโซ่นึงนำโดย อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และอีกห่วงโซ่คือจีน แต่ว่าหลังจากที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ณ ตอนนี้เปลี่ยนจาก The Great Decoupling เป็น Manage Decoupling

ประเทศเล็กๆ อย่างไทยทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลาง เชื่อม 2 อันที่แยกอย่างสมบูรณ์ เพราะบางเรื่องต้องพึ่งพา บางเรื่องแยกออกจากกัน ทำให้ประเทศเล็กๆ อยู่ยาก ความขัดแย้งจะเปลี่ยนแปลงง่าย มีหลายมิติมาก เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงแบบไดนามิก นโยบายต่างประเทศเราก็ต้องกระจาย ให้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวทีโลก

“ถามว่านโยบายต่างประเทศเราเท่าทันไหม เราอาจจะรู้ทัน แต่การรีแอคกลับไม่เท่าทัน เพราะอาจจะคุ้นชินกับระบบราชการ เราอาจจะต้องให้กำลังใจ และสนับสนุนการทำงานด้านการต่างประเทศให้มากกว่านี้ ไม่ถึงขนาดไม่รู้เรื่อง เรารู้ มองเห็น คาดการณ์ได้ และเราวางแผนคาดการณ์ที่ดีเต็มไปหมด แต่คนที่จะเคาะเลือกว่าเอาแผนไหนมาใช่ อาจจะไม่รวดเร็วอย่างที่อยากให้เป็น” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อมีผู้ถามว่า แถลงการณ์ร่วมเอเปคของเรา ช้าไปหลายชั่วโมง มองบทบาทการทูตของไทย ดร็อปลงหรือไม่ มีนักการทูตบอกว่า การไม่เลือกข้าง จะทำให้ไทยหมดเสน่ห์ เราควรเลือกข้างหรือไม่ ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แต่จากคนที่อยู่ในนั้น เอาเข้าจริง ที่ช้ามาจากญี่ปุ่น ที่อยากให้เราเขียนเพิ่มว่า ต้องไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับญี่ปุ่นนานมาก ญี่ปุ่นต้องต่อสู้สุดฤทธิ์ ซึ่งอเมริกาที่สะสมนิวเคลียร์ขนาดนั้นเอาไว้ต่อรอง จะยอมหรือ

“ความป๋าของการต่างประเทศไทย คือของว่า ไม่เขียนลงไปในแถลงการณ์ร่วมได้ไหม แต่การแถลงข่าว เรื่องแรกที่นายกจะพูด คือเรื่องนิวเคลียร์ นายกฯ ขึ้นมาขอบคุณฝ่ายจัด แล้วพูดเรื่องนิวเคลียร์เลย ในแถลงการณ์ไม่มี แต่ทำไมพูด แค่นี้ก็ทำให้ญี่ปุ่นพอใจแล้ว คนด่าว่านายกฯ พูดไม่รู้เรื่อง พูดเรื่องที่ไม่อยู่ในแถลงการณ์ร่วม แต่คนอื่นๆ เขาไม่รู้เพราะประชุมห้องปิด เป็นการกระซิบกัน

“การไม่เลือกข้างหมดเสน่ห์ไหม ขอโทษ เสน่ห์ของไทย คือการไม่เลือกข้าง การทูตไทยคือกรณีศึกษา (case study) เราเป็นไผ่ลู่ลม เราไม่เลือกข้าง ทำไมญี่ปุ่นรักประเทศไทยขนาดนี้ ลงทุนกับไทยขนาดนี้ ทำอะไรให้เยอะขนาดนี้ ในลีคออฟเนชั่น (League of Nations) มีประเด็นที่ประณามญี่ปุ่นไปรุกรานแมนจูเรีย แต่มีชาติเดียวที่ยกมือองดออกเสียง คือสยาม ให้เหตุผลโคตรเจ็ง ว่าพวกคุณทุเรศ ที่ประเทศอื่นรุกรานคนอื่น League of Nations กลับใบ้ แต่พอเป็นเรื่องของเอเชีย คุณประณาม ญี่ปุ่นมองไทยเป็นมิตรแท้มาก เราทำเรื่องแบบนี้ จึงทำให้การทูตไทยเป็น เลกาซี่ ไม่เลือกข้างแล้วดันเป็นมิตรกับทุกคนไทย ทุกชาติก็อิจฉา ซึ่งการจะทำได้ต้องมีศิลปะชั้นสูงระดับนึง แต่ขอโทษ ทำจนจบแล้วรักษาผลประโยชน์ของชาติได้” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อมีผู้ถามว่า มีข่าวลือว่า การที่ไทยงดออกเสียง เพื่อซื้อใจรัสเซียให้มาเอเปค จริงหรือไม่ ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า เป็นสิ่งที่การันตีไม่ได้ ตนคิดว่า คือข่าวลือมากกว่า ต้องเข้าใจว่า นาทีนี้ปัญหาอย่างหนึ่ง คือคนดูเรื่องอะไร โดยเอาคติ รัก หรือเกลียดเข้าไว้

“เมื่อคุณเกลียดประยุทธ์ ก็เอาคตินี้ไปดูว่าทุกอย่างที่เขาทำนั้นเลว ทำให้เราไม่สามารถมองสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง การที่ไม่เลือกข้าง แล้วมีอิสระในการทำนโยบาย คือสุดยอดปราถนาของหลายๆ ประเทศ เพียงแต่เขาทำไม่ได้เท่านั้นเอง คือสิ่งที่ประเทศต่างๆ ปราถนา เราเคยมีศัตรูคือซาอุฯ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว จึงสามารถเริงร่า อยู่กับใครก็ได้ เพื่อทำนโยบายรักษาผลประโยชน์ได้เต็มที่” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อ ดร.บัญชา ถามว่า อินเดีย ซึ่งก็เป็นประเทศประชาธิปไตย ถูกมองเป็นภัยคุกคามของจีนหรือไม่ ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เวลามองไปประเทศไหน ทำไมต้องเกลียดหรือรักเขา เฉยๆ บ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้จะมีคนบางคนเกลียดจีน หรืออเมริกา ทำอะไรก็ผิด แต่สำหรับคนไทย เกลียดอินเดียมาตลอด จนมีคำพูดที่ว่า ‘เจองูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน’ เอาจริงๆ สิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นช่วง 40-50 ปีมานี้เอง ก่อนหน้าถ้าไปถามรุ่นปู่ย่า เราจะเรียกแขกว่า ‘นายห้าง’ เรามองอินเดียด้วยสายตาที่ดีมาตลอด

เราควรจะต้องอย่าทำซ้ำในวิธีคิดแบบนี้ แล้วควรจะเริ่มมองอินเดียด้วยเลนส์ใหม่ ในขณะที่จีนโตได้แค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ถ้าโลกเป็นเครื่องบินลำนึง ตอนนี้เครื่องของอเมริกา และยุโรป ปีนี้ปีหน้าดับแน่ ดับเองไม่พอ แต่ดันไปเตะเครื่องยนต์อื่นให้ดับด้วย ถ้า 3 เครื่องหลักดับด้วย เราอาจจะมี รปภ. ที่ขับเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่เครื่องบินแค่ไทย แต่เป็นเครื่องบินเศรษฐกิจโลก ตอนนี้คุยเรื่องอะไรก็พูดถึงการเมือง ความมั่นคงระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น เราเองคงต้องมองหาเครื่องยนต์เล็กๆ อย่างอินเดีย และเอเชียใต้ซึ่งเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ 4

“เราควรต้องมองเพื่อนบ้านเราดีๆ ลองนึกภาพอินเดีย จีดีพี ปี 2021 โตขึ้น 8.3 เปอร์เซ็นต์ ปีนี่โต 7.7 เปอร์เซ็นต์ ประชากร 29 เปอร์เซ็นต์ อยู่ใต้ขีดเส้นความยากจน แต่พวกที่เลยเส้นขีดความยากจน คือชนชั้นกลางไปจนถึงอัครมหาเศรษฐี ซึ่งใหญ่กว่าอเมริกา 3-4 เท่า และยุโรป 2 เท่า เราจะไม่ค้าขายกับคนพวกนี้ เพราะกลัวว่าเขาจะทริกกี้ ก็จะทำให้คุณเสียโอกาสเอง

ต้องเลิกคิดก่อนว่า ปัญหาของยุโรปคือของทุกคน ที่ผ่านมาคนไทยชอบอี๋ เมื่อก่อนบางโรงแรมไม่รับแขกอินเดีย ทั้งที่แขกอินเดียอยากไปมาก แต่งงานที 7-10 วัน เขาใช้เงินแบบไม่อั้น เช่าเครื่องบินเหมาลำ เหมาโรงแรม ต้องมีกำลังซื้อขนาดไหน

เวลามองอะไรด้วยความรักเกินไป ก็จะเริ่มไบแอส มองตามความเป็นจริงดีกว่า อย่าไปเกลียดประเทศนั้นประเทศนี้เลย เกลียดจนมองไม่เห็นโอกาส อันนี้น่ากลัว และบิดเบี้ยว” รศ.ดร.ปิติกล่าว

เมื่อถามว่า การรู้เขารู้เรา มักรู้ไปเพื่อทำอะไรในระดับนโยบาย แต่สำหรับคนตัวเล็กๆ ควรจะรู้เรื่องเหล่านี้ไปเพื่ออะไร ทำไมระเบียบโลกใหม่จึงเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้และเท่าทัน ?

รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า นาทีนี้ ถ้าเป็นนิสิต นักศึกษาไทย ไม่ได้เรียนจบไปทำงานสีลม สาทรอีกแล้ว แต่มีโอกาสออกไปทำงานทั่วโลก อาจจะไปแอฟริกา เอมริกาใต้ โปรไฟล์สูงก็ไปทำงานในวอลสตรีท

ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วมีทัศนคติเชิงลบกับบางประเทศ เท่ากับตัดโอกาสตัวเอง เช่น อาจจะตอบสนองอุดมการณ์ โดยการไม่ซื้อของจากจีนมาขาย หรือเกลียดเมกาฯ มาก แต่อย่าลืมว่า อเมริกามีมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จะไม่เรียนรู้จากเขาหรือ เรื่องการต่างประเทศใกล้ตัวกว่าที่เราคิด เราอาจจะต้องลองเปลี่ยนทัศนคติใหม่การเรียนเรื่องต่างประเทศ ไม่ได้ยาก ซับซ้อนเกินจะเข้าไปเรียน

การเริ่มที่จะติดตามเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางทีอาจจะมีต้นทุนที่สูง เราจึงเขียนเป็นคู่มือ พาไปดูซีซั่นแรก ว่ากว่าจะถึงซีซั่นที่ 8 มีอะไรบ้าง Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่ เล่มนี้เราพยายามรวมไทยและอาเซียนเข้าไปด้วย จะทำให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์มากยิ่งขึ้น