สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายมันโมหัน สิงห์ อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนว่า การตัดสินใจอันน่าตกตะลึงของรัฐบาลอินเดียในการยกเลิกใช้ธนบัตรมูลค่าสูงใบละ 500 และ 1,000 รูปี ที่มีมูลค่ารวมกันแล้วคิดเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ จะทำให้อัตราการเติบโตของอินเดียที่ถือเป็นประเทศเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลกชะลอตัวลง โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “การปล้นอย่างถูกกฎหมาย”
นายสิงห์ ที่นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของเขาได้รับการยกย่องว่าช่วยให้อินเดียฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ใกล้ล้มละลายในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ระบุว่า โครงการที่ประกาศใช้มาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ถือเป็น “ความล้มเหลวด้านการจัดการอย่างใหญ่หลวง” ที่จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียหายไป 2 เปอร์เซ็นต์
“วิธีในการบังคับใช้มาตรการนี้เป็นความล้มเหลวด้านการจัดการอย่างใหญ่หลวง และในความเป็นจริงแล้วเหมือนเป็นการปล้นอย่างถูกกฎหมายที่มีการจัดการเป็นระบบ” นายสิงห์กล่าวในสภาสูงอินเดียท่ามกลางการปรบมืออย่างล้นหลามของสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน และว่า “จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ลดลงราว 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากมาตรการที่นำออกมาใช้ และนี่เป็นตัวเลขประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น”
รัฐบาลอินเดียระบุว่า การยกเลิกใช้งานธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปีจะทำให้สามารถนำเงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์กลับเข้ามาในระบบได้ และจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้ายที่สุด
แต่รัฐบาลต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการนำธนบัตรใหม่ออกมาใช้ทดแทนที่ล่าช้าจนทำให้เงินสดในธนาคารหลายๆ แห่งหมดเกลี้ยง และต้องปรับขนาดช่องจ่ายเงินของตู้เอทีเอ็ม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยังคงดำเนินการไม่เสร็จสิ้น
นักเศรษฐศาสตรจำนวนมากเตือนว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินสดเป็นหลัก อาทิผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงินซื้อสินค้า และระบบห่วงโซ่อุปทานเริ่มหยุดชะงักจากการที่ชาวนาจำนวนมากไม่มีเงินซื้อเมล็ดพันธุ์
ทั้งนี้ ข่าวระบุว่า จีดีพีของอินเดียในช่วงไตรมาสระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ขยายตัว 7.1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นประเทศเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก

