หน้าแรก ต่างประเทศ 45 ปีแห่งความ...

45 ปีแห่งความสัมพันธ์ของสหภาพยุโรปในภูมิภาค: มองอนาคตความร่วมมือกับอาเซียนและประเทศไทย

17.12.22 | 09:56 น.
ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (DELEGATION OF THE EUROPEAN UNION TO THAILAND)

45 ปีแห่งความสัมพันธ์ของสหภาพยุโรปในภูมิภาค: มองอนาคตความร่วมมือกับอาเซียนและประเทศไทย

(AFP)

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหภาพยุโรปและอาเซียนรวมตัวกันที่กรุงบรัสเซลส์เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 45 ปีแห่งความเป็นพันธมิตรระหว่างการรวมกลุ่มทางภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกสองกลุ่ม นี่คือหุ้นส่วนโดยธรรมชาติ  (natural partner) ที่ตั้งอยู่บนฐานของการสนับสนุนร่วมกันต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ระเบียบระหว่างประเทศซึ่งตั้งอยู่บนฐานของกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ และระบบพหุภาคีที่ยั่งยืน ตลอดจนการหารือที่เป็นประโยชน์ต่อประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่เร่งด่วนที่สุด และความร่วมมือหลากหลายด้านที่มีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและความเจริญรุ่งเรืองทั่วโลก

สหภาพยุโรปตระหนักถึงความเป็นแกนกลางของอาเซียนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เนื่องจากความเกี่ยวข้องทางการเมือง พลวัตทางเศรษฐกิจ และความสำคัญทางประชากรส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดระเบียบระหว่างประเทศและจัดการกับความท้าทายระดับโลก และในฐานะคู่เจรจาทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสหภาพยุโรป การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ตามด้วยการมีมติประกาศใช้ยุทธศาสตร์เพื่อความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิกของสหภาพยุโรป (EU Strategy for Cooperation in the Indo-Pacific) ในปี พ.ศ. 2564 เป็นเครื่องยืนยันความสนใจที่เพิ่มขึ้นของสหภาพยุโรปในการเพิ่มสถานะในซีกโลกนี้ เพื่อการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์และการเป็นพันธมิตรที่ประสบผลสำเร็จ จนนำไปสู่ความมั่นคง การเติบโต และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ด้วยเสถียรภาพของโลกเป็นเดิมพัน จากการรุกรานที่ปราศจากการยั่วยุและปราศจากความชอบธรรมของรัสเซียต่อยูเครน วิกฤตการณ์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในเมียนมาร์ และความตึงเครียดในแถบอินโดแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง สหภาพยุโรปพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในฐานะคู่เจรจาที่สร้างสรรค์ โดยพร้อมที่จะเข้าร่วมกลไกด้านความมั่นคงที่นำโดยอาเซียน ได้แก่ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers Meeting-Plus: ADMM plus) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับอาเซียนและคู่เจรจาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ ในปีนี้สหภาพยุโรปประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมกับการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา ในฐานะแขกของประธานการประชุมแล้วด้วย

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สหภาพยุโรปและอาเซียนได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในปี พ.ศ. 2564 สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.6% ของการค้าในอาเซียน และอาเซียนก็เป็นคู่ค้านอกทวีปยุโรปที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรปเช่นเดียวกันในปีเดียวกันสหภาพยุโรปกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของอาเซียน ในขณะที่การลงทุนของอาเซียนในยุโรปเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีมูลค่ากว่า 144,000 ล้านยูโรในปีพ.ศ. 2562 สหภาพยุโรปมีเป้าหมายที่จะยกระดับสถานะของตนในภูมิภาคให้เป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนและการพัฒนาอย่างเสมอภาคร่วมกัน

ส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองและเศรษฐกิจผ่านความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน

Advertisement

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ในบริบทของการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษในวาระครบรอบความสัมพันธ์สหภาพยุโรป-อาเซียน สหภาพยุโรปและประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) นี่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของสหภาพยุโรปในการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับแต่ละประเทศในภูมิภาค เพิ่มเติมไปจากจากความสัมพันธ์กับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนโดยรวม

ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านจะเป็นรากฐานทางกฎหมายที่ครอบคลุมและเข้ากับยุคสมัยใหม่ขึ้นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย และจะบริหารความสัมพันธ์โดยรวมระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยเพื่อปูทางไปสู่การเสริมสร้างความร่วมมือทางการเมือง ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลกระหว่างสองพันธมิตรที่มีจุดประสงค์เดียวกัน แบ่งปันค่านิยมสากลที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศภาคีกลุ่มแรก ๆ กรอบการทำงานใหม่นี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติสำหรับทั้งสองฝ่าย อันได้แก่ ส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในประเด็นความกังวลระดับโลก และกำหนดขอบเขตสำหรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น การค้า สิ่งแวดล้อม พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคมนาคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรม และการศึกษา การเกษตร การจ้างงานและกิจการสังคม สิทธิมนุษยชน การย้ายถิ่นฐาน การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อสู้กับการทุจริตและกลุ่มองค์กรอาชญากรรม นอกจากนี้ยังเป็นโรดแมปซึ่งจะวางกรอบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

ข้อตกลงนี้เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคโดยสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนยกระดับการเจรจาและความร่วมมือกับประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนที่มีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่พวกเรากำลังเฉลิมฉลอง 45 ปีแห่งความร่วมมืออันเจริญรุ่งเรือง พวกเราก็ตั้งตารอคอยอีกหลายทศวรรษแห่งการเป็นพันธมิตรที่ประสบผลสำเร็จเพื่อประโยชน์ของประชาชนของพวกเรา