สะพานแห่งกาลเวลา : สถานการณ์โควิดจีน
จีนประกาศยกเลิกมาตรการ “ซีโร่โควิด” ไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กลายเป็นประเทศใหญ่ประเทศท้ายๆ ที่หันมาใช้แนวทาง “อยู่ร่วมกับไวรัส” ร้ายแรงชนิดนี้
ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจมาก โควิด-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ โอมิครอน กลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก จากกรุงปักกิ่ง ระบาดออกไปในหลายเมืองใหญ่ และทำทีทำท่าว่าจะกลายเป็นปัญหาหนักหน่วงส่งท้ายปีสำหรับทางการจีน
ตัวเลขอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ในวันที่ 22 ธันวาคม มีผู้ป่วยรายใหม่ที่แสดงอาการให้เห็นเกือบๆ 4,000 ราย แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิตต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 3 แล้ว
ปัญหาก็คือ ตัวเลขที่ว่านั้น ถูกผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและไวรัสวิทยาทั่วโลกให้ความเห็นตรงกันว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ตัวเลขติดเชื้อที่ว่านั้นเป็นเพียงตัวเลขที่ทางการจีนรับรู้ หรือเจตนาที่จะบ่งบอกออกมาเท่านั้นเอง
เช่นเดียวกันกับตัวเลขผู้เสียชีวิต บริษัท “แอร์ฟินิตี” ผู้ให้บริการข้อมูลด้านสาธารณสุขที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ เชื่อว่า ในขณะนี้ ในแต่ละวัน มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในจีนมากกว่า 5,000 คนต่อวัน
แอร์ฟินิตีประเมินว่า ในเวลานี้จีนมีผู้ติดเชื้อโควิดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นถึงสัปดาห์ละ 37 ล้านคนต่อวัน ถือเป็นสถิติการติดเชื้อที่สูงที่สุดเท่าที่โลกเคยพานพบมา
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมสถานการณ์โควิดในจีนถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
เมื่อตอนที่ทางการจีนเริ่มกลับลำ หันมาเลิกใช้ “ซีโร่โควิด” ใหม่ๆ บรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า ระวังจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ขึ้นในจีน ด้วยเหตุผลสำคัญก็คือ เพราะตัดสินใจเลิกมาตรการป้องกันเข้มงวด “เพราะแรงกดดัน” ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าที่จะเลิกใช้เพราะ “ระบบมีความพร้อมในการรับมือ” และสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับไวรัสร้ายนี้แล้ว
ก่อนหน้าที่จะยกเลิกมาตรการเข้มงวด หากคอนโดแห่งหนึ่งพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย นอกจากผู้ที่อยู่อาศัยในห้องเดียวกันทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปกักรวมกันที่ศูนย์กักกันโรคกลางแล้ว คอนโดทั้งหลังจะต้องตกอยู่ภายใต้ภาวะ “ล็อกดาวน์”
ถ้าหากส่อเค้าว่าจะมีการระบาดต่อเนื่องอีก เมืองนั้นทั้งเมืองก็จะถูกล็อกดาวน์ ต่อมาก็ทั้งมณฑล เป็นต้น
แต่ภายใต้นโยบายใหม่ จีนไม่เพียงยกเลิกการล็อกดาวน์ ยังอนุญาตให้ผู้ป่วยที่อาการไม่หนักมาก สามารถกักตัวอยู่กับบ้านได้ นอกจากนั้นยังยกเลิกศูนย์กักกันโรคกลาง ยกเลิกมาตรการตรวจหาเชื้อแบบพีซีอาร์ ปล่อยให้ประชาชนใช้อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อแบบเร็ว มาตรวจหาเชื้อกันเองแบบตัวใครตัวมัน ผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้หากไม่แสดงอาการก็ไม่จำเป็นต้องรายงานต่อทางการแต่อย่างใด
สภาพการณ์เช่นนี้ เอื้ออำนวยให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง เป็นระลอกใหญ่เกิดขึ้นในจีนได้ และกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้วในเวลานี้
โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ยอมรับว่า จากการประเมินของโรงพยาบาลเอง ชาวเซี่ยงไฮ้ทั้งหมด 25 ล้านคน มีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในเวลานี้
เช่นเดียวกับกว่าครึ่งของประชากรเสฉวนทั้งมณฑล และกว่าครึ่งของประชากรกรุงปักกิ่งทั้งมหานคร
การยกเลิกซีโร่โควิด เกิดขึ้นในขณะที่ระบบสาธารณสุขของทั้งประเทศยังไม่มีความพร้อมที่จะรองรับทั้งจำนวนผู้ป่วย และทั้งการรับมือกับโรคระบาดชนิดนี้ ที่จู่โจมเข้าหาแบบพร้อมๆ กันเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้
มีรายงานข่าวว่า โรงพยาบาลในท้องถิ่นของหลายเมือง โดยเฉพาะเสิ่นเจิ้น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง เริ่มมีเตียงไม่พอ ห้องไอซียูไม่เพียงพอ ไม่มีห้องความดันลบ ไม่มีห้องกักกันผู้ป่วยเพียงพอ
กรณีเหล่านั้นสรรหาเพิ่มเติมได้ไม่ยาก แต่ที่ยากเย็นกว่ามากก็คือ บุคลากรทางการแพทย์ในท้องถิ่นไม่มีประสบการณ์ ไม่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการรับมือกับผู้ป่วยร้ายแรงทำนองนี้
นี่เป็นสิ่งที่สร้างได้ยากมาก ใช้เวลาชั่วระยะเพียงไม่ถึงเดือนไม่มีทางทำได้ ไม่มีทางฝึกอบรมได้ทัน
ข้อมูลของทางการจีนระบุว่า จีนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชากรไปแล้วถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นตัวเลขจริงๆ แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่หลายประการ แรกสุดก็คือ วัคซีนของทางการจีนมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าวัคซีนที่พัฒนาโดยเอกชนในโลกตะวันตก
ถัดมา เมื่อตรวจสอบว่ามีประชากรจำนวนเท่าใด ที่ได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์) ตัวเลขที่ได้ลดลงอย่างน่าตกใจ นั่นคือหลงเหลือเพียง 57.9 เปอร์เซ็นต์
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีเพียง 42.3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่มีอายุ 80 ปีหรือกว่านั้นเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน
นั่นหมายความว่า ในเวลานี้ โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปในหมู่ประชากรกลุ่มที่เปราะบางที่สุดของสังคมอย่างหนัก และเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่ไม่น้อย
นี่คือสาเหตุที่ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา เชื่อว่า จีนจะมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อีกระหว่าง 1-2 ล้านคน ก่อนที่การระบาดระลอกนี้จะถึงจุดพีคในราวต้นปีหน้าครับ

