PCA ไทย-สหภาพยุโรป ยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
ในระหว่างการประชุมยอดอาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) สมัยพิเศษ ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม มีหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นคู่ขนานกัน นั่นคือ การลงนามร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างไทยกับอียู (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองฝ่าย หลังใช้เวลาเจรจากันมานานกว่า 18 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวร่วมที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
นายอสิ ม้ามณี อธิบดีกรมยุโรป กล่าวว่า การลงนามร่างกรอบความตกลง PCA ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือไทย-อียูที่สองฝ่ายจะมีกรอบแผนงานที่ชัดเจน และมีรายละเอียดของประเด็นความร่วมมือครอบคลุม ตั้งแต่ประเด็นการปกป้องสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน การยกระดับมาตรฐานเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน การแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นระบบ การทำประมงอย่างยั่งยืน ไปจนถึงความร่วมมือในโลกไซเบอร์ และในอวกาศ
ไทยและอียูได้เริ่มเจรจาPCA มาตั้งแต่ปี 2547 และเคยเจรจาจนบรรลุผลแล้วในปี 2556 แต่กระบวนการได้หยุดชะงักไปเนื่องจากสถานการณ์การเมืองของไทยในปี 2557 ต่อมา ในปี 2562 ที่อียูกลับมาเดินหน้าความสัมพันธ์กับไทยอย่างเต็มรูปแบบ สองฝ่ายจึงได้นำร่าง PCA ที่ตกลงกันไว้เมื่อปี 2556 มาปรับปรุงให้สะท้อนพัฒนาการความร่วมมือและประเด็นระดับโลกใหม่ๆ ที่สองฝ่ายให้ความสำคัญ โดยกระบวนการปรับแก้ถ้อยคำและเจรจาในรอบใหม่นี้ใช้เวลา 3 ปี 6 เดือน มีการประชุมหารือทั้งกับหน่วยงานไทยและฝ่ายอียูในระดับผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าคณะเจรจากว่า 25 ครั้ง จนสามารถบรรลุผลได้ในเดือนกรกฎาคม 2565 ก่อนที่จะลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา
ในขั้นต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพิ่มเติม และเพื่อให้ร่าง PCA มีผลบังคับใช้ คณะรัฐมนตรีจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในการให้สัตยาบันต่อร่าง PCA เพื่อให้มีผลผูกพันไทย รวมถึงเพื่อขอให้เปิดเผยเนื้อหาของร่าง PCA ต่อสาธารณชนด้วย ทั้งนี้ PCA เป็นกรอบความตกลงที่ไทยจัดทำร่วมกับอียูและประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ มีสถานะเป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และถือเป็น “ร่มใหญ่” ในการขยายความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่าง ๆ ในทุกระดับในระยะยาว โดยอิงหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเคารพหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน นิติรัฐและนิติธรรม เศรษฐกิจที่เปิดเสรี การพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดโลกร้อน
การมี PCA จึงช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียู และรัฐสมาชิกให้เป็นหุ้นส่วนรอบด้านและพันธมิตรที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และศักดิ์ศรีของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างไทยกับอียู ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับการบริหารจัดการในสาขาต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบของไทยให้ทันสมัยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกระแสการพัฒนาของโลก ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปิดการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู รอบใหม่และการมีระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ในบริบทปัจจุบันของการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจในภูมิภาค ไทยและอียูสามารถเป็นหุ้นส่วนและทางเลือกทางนโยบายต่างประเทศของกันและกัน โดย PCA จะเป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ “ความเป็นหุ้นส่วนทาง
ยุทธศาสตร์” ระหว่างกันได้ในอนาคต และเราก็พร้อมที่จะต่อยอดความร่วมมือในการเชื่อมโยงโมเดลเศรษฐกิจ BCG กับแผนปฏิรูปยุโรปสีเขียว การประมงที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดการทำลายป่าไม้ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย

ระหว่างนี้ไทยจะผลักดันให้ EU เปิดตลาดและสิทธิพิเศษทางด้านภาษีกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากไทยก่อน รวมถึงจะเชิญชวนให้อียูซึ่งกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนมากเกินไป ให้เพิ่มการลงทุนในไทยในสาขาที่จะเอื้อต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทยให้ทันสมัย
ในเวทีพหุภาคี ไทยจะร่วมมือกับอียูในการผลักดันวาระสำคัญของโลก และขอย้ำว่า ไทยยึดมั่นในหลักการภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอด และต้องการเห็นทางออกจากทุกความขัดแย้งอย่างสันติ สร้างสรรค์และทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ผ่านการหารือ และวิถีทางการทูต ซึ่ง PCA ก็เปิดให้ร่วมมือในประเด็นระดับภูมิภาคและพหุภาคีเหล่านี้ด้วย
ด้าน นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทย กล่าวว่า PCA มีหมุดหมายที่สำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.สัญญะของความเชื่อมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี การลงนามใน PCA แสดงให้เห็นว่าอียูตระหนักถึงความคืบหน้าในเส้นทางกลับสู่ประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงรัฐประหาร PCA เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้อียูและไทยหารือในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง 2. PCA คือการประกาศคุณค่าและผลประโยชน์ที่อียูและไทยต่างยึดถือร่วมกัน อาทิ หลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน หลักนิติธรรม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การธรรมาภิบาลที่ดี และการต่อต้านการทุจริต 3. PCA จะช่วยวางกรอบโครงสร้างการเจรจาระหว่างอียูและไทยให้มีแบบแผนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น 4. ขยายความร่วมมือในประเด็นที่กว้างขวางขึ้น เช่น การไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การก่อการร้าย องค์กรอาชญากรรม สิทธิมนุษยชน การค้า การย้ายถิ่น การคมนาคม วิทยาศาสตร์และการวิจัย และอื่นๆ อีกมากมาย ความร่วมมือที่มากขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์โดยรวมของทั้งสองฝ่าย และ 5. PCA คือผลลัพธ์การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของอียู (EU Indo-Pacific Strategy) ที่แสดงถึงการให้ความสำคัญทางการเมืองของทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งยังเป็นการเชื้อเชิญและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างอียูกับทุกๆ ประเทศในภูมิภาคอินโดแฟซิฟิก
“ประเทศไทยคือประเทศที่มีความสำคัญในภูมิภาคที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเห็นได้จากการลงนามในความตกลง PCA อียู-ไทย การลงนามในความตกลงฯ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการประกาศความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอียูและไทย เป็นตัวแทนของการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวต่อไปอีกระดับ”นายเดลีกล่าว
นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ อดีตรองปลัดกระทรวงกรต่างประเทศและหัวหน้าคณะเจรจฝ่ายไทย กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนับได้ว่าเป็นความพยายามร่วมกันอย่างแท้จริงของทุกฝ่ายทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง 55 หน่วยงานแม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ แต่ทีมงานฝ่ายไทยและอียูก็สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและเจรจาได้เสร็จทันเป้าหมาย
คณะเจรจาของไทยได้ยึดมั่นในผลประโยชน์ของไทยและประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนเป็นหลักและไม่โอนอ่อนต่อท่าทีของอียู ไทยยึดถือหลักการเจรจาในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกับฝ่ายอียู และให้ข้อกำหนดในร่างกรอบความตกลงฯ เป็นไปตามกฎหมายภายในและพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย ขอให้มั่นใจว่าความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นต่อไปภายใต้ PCA นั้น ฝ่ายไทยสามารถปฏิบัติได้โดยทันทีและหากความร่วมมือเหล่านั้นจะนำไปสู่การปรับมาตรฐานหรือแก้ไขกฎหมายของไทยให้ทันสมัยขึ้น ก็ต้องให้ฝ่ายไทยเห็นด้วยเสียก่อน ขณะที่กรอบการหารือในประเด็นต่างๆ ก็หวังให้ทั้งสองฝ่ายแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียม รับฟังกันและกันอย่างเปิดกว้าง แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน
การเจรจา PCA รอบใหม่นี้ ไม่ได้เป็นการปรับแก้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ได้ทำการทบทวน แก้ไข ปรับเพิ่ม เนื้อหาจากร่างเดิมที่เจรจาแล้วเสร็จเมื่อปี 2556 ทั้งฉบับ เพื่อให้ทันต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ไทย-อียูในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา และพัฒนาการในระดับโลก โดยได้รวมประเด็นใหม่ๆ หลายรายการ เช่น ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมุทราภิบาล อาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา ระบบการผลิตอาหาร ส่วนความร่วมมือในสาขาที่มีอยู่แล้ว PCA ก็ได้จัดระบบให้มีแบบแผน และรายละเอียดความร่วมมือที่ลงลึกมากขึ้น ดังนั้น จึงขอให้แน่ใจว่า PCA ที่ลงนามนี้ครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย และทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างแท้จริง
แม้ PCA จะมิใช่เงื่อนไขโดยตรงของการเปิดหรือบรรลุการเจรจา FTA แต่การมี PCA ย่อมเป็นประโยชน์โดยเฉพาะต่อการปฏิบัติตาม FTA ไทย-อียู ที่มีมาตรฐานสูงและครอบคลุมที่จะมีขึ้นในอนาคต เพราะเป้าหมายของ PCA ส่วนหนึ่งก็เพื่อยกระดับมาตรฐานและการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีความร่วมมือภายใต้ PCA จะนำมาซึ่งโอกาสที่ไทยจะมี FTA กับอียูเร็วขึ้นด้วย
การที่ PCA กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในค่านิยมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักการประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ระบบเศรษฐกิจที่เปิด แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ก็จะเรียกความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของไทย ตลอดจนสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเปิดการค้าและการลงทุนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายด้วย
แม้ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่ฝ่ายไทยและอียูจะเสร็จสิ้นกระบวนการภายในของแต่ละฝ่าย เพื่อให้การลงนาม PCA ไทย-อียู มีผลบังคับใช้ได้จริง แต่เชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มพูนและพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-อียู ให้แน่นแฟ้นขึ้นในทุกด้าน และยังปูทางไปสู่การจัดทำ FTA ระหว่างกันต่อไป

