‘ไต้หวัน-คาบสมุทรเกาหลี’ สมรภูมิรบใหม่ปี 2023?

30.12.22 | 07:08 น.

‘ไต้หวัน-คาบสมุทรเกาหลี’ สมรภูมิรบใหม่ปี 2023?

ไต้หวันและคาบสมุทรเกาหลีกลายเป็นสมรภูมิร้อนในภูมิภาคเอเชียในปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะยังลากยาวต่อไปในปีหน้า ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KATS) จะมาช่วยไขความกระจ่างให้เราได้ทราบถึงปมปัญหา ทิศทางของเรื่องราว และความเป็นไปได้ในอนาคต

เกิดอะไรขึ้นกับไต้หวันที่กลายเป็นเวทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของตัวแสดงทางการเมืองโลก ที่ทั้งสหรัฐและจีนไม่อาจ “เสียหน้าได้” และต้องปกป้องคุณค่าและผลประโยชน์แห่งชาติที่แตกต่างกัน จนกลายเป็นความตึงเครียดดั่งที่เราเห็นในปีนี้?

ดร.อาร์มกล่าวว่า พื้นฐานความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงขึ้น ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาของสหรัฐ จีน และไต้หวัน สะท้อนความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว และตอกย้ำความสัมพันธ์ 2 ชาติมหาอำนาจที่เดินทางมาถึงจุดต่ำสุดจุดหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศของไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน รัฐบาลที่ดุดันที่สุดต่อจีนแผ่นดินใหญ่เท่าที่เกาะแห่งนี้เคยมีมา ขณะที่ความตึงเครียดในเกาะไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด เมื่อแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐเยือนเกาะไต้หวันเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา
แล้วการที่สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐไปเยือนไต้หวันถือเป็นเรื่องไม่คาดคิดไหม? ดร.อาร์มบอกว่าไม่ แต่สิ่งที่ทำให้การเยือนของเพโลซีแตกต่างและเป็นดั่งชนวนความตึงเครียด คงเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ประธานสภาฯ ซึ่งถือว่าเป็น ผู้นำสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ เดินทางเยือนไต้หวัน นับตั้งแต่ปี 1997 ที่นิวต์ กิงกริช อดีตประธานสภาฯผู้ สมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันเยือนไต้หวัน
อีกทั้ง เมื่อเทียบกันแล้ว จะเห็นความแตกต่างหลายอย่าง ในกรณีของกิงกริช เขาได้พูดสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ ที่สะท้อนความหนักแน่นของสหรัฐต่อนโยบายจีนเดียว ในการเยือนไต้หวันที่เหมือนเป็นการแวะเติมน้ำมันสั้นๆ ในระยะเวลาราว 3 ชั่วโมง แต่ในกรณีของเพโลซี กลับไม่ได้ประกาศจุดยืนการรวมชาติ ตลอดการเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ ซึ่งเธอได้พักค้างคืนที่นั่นเป็นเวลา 1 คืน และเข้าพบเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ซึ่งรวมถึง ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน จึงพอสังเกตได้ว่า นี่เป็นการแสดงท่าทีที่แรงขึ้นจากฝั่งของสหรัฐ

ถ้าทิศทางในอดีตและปัจจุบันเป็นเช่นนี้ แล้วในอนาคตจะมีความรุนแรงขึ้นหรือไม่? ดร.อาร์มเห็นว่า สถานการณ์ในไต้หวันน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ได้อ่อนกระแสลงในปีหน้า เนื่องจาก เควิน แม็กคาธี ว่าที่ประธานสภาฯ คนใหม่ของสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ประกาศว่าสิ่งหนึ่งที่เขาจะทำหลังได้รับตำแหน่ง คือการเยือนไต้หวัน “เท่ากับว่าเป็นการปูทางว่า ต่อไปนี้หากประธานสภาคองเกรสไม่กล้าไปเยือนไต้หวัน แสดงว่าอ่อนแอต่อจีน” และยังมีกฎหมาย Taiwan Policy Act ที่วุฒิสภาสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายแล้วเมื่อกลางเดือนธันวาคม ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก เพราะภายใต้กฎหมายนี้ ไต้หวันจะได้รับการยกระดับสถานะให้เป็นพันธมิตรสหรัฐที่ไม่ใช่ชาติสมาชิกนาโต และการจัดสรรเงินสนับสนุนทางทหารและข้อเสนอในการขายอาวุธต่อไต้หวันที่มากขึ้น ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงในเรื่องการลดการขายอาวุธต่อไต้หวันที่เคยมีต่อจีนอย่างชัดเจน
อย่างนี้ไต้หวันจะกลายเป็นสมรภูมิรบ เหมือนดั่งที่รัสเซียบุกยูเครนหรือไม่? ดร.อาร์มกล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ความสัมพันธ์ของตัวแสดงต่างๆ มันร้อนแรงขึ้น จากการที่จีนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าตนไม่พอใจการกระทำของสหรัฐต่อไต้หวัน อย่างการส่งเครื่องบินบินเข้าน่านฟ้าไต้หวัน หรือการปิดเกาะซ้อมรบทางน้ำ ก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่จุดชนวนสงครามอย่างไม่ได้ตั้งใจขึ้นได้

Advertisement

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามไต้หวันเหมือนในยูเครนค่อนข้างต่ำ เพราะหายนะจากสงครามไต้หวันจะส่งผลกระทบคนละระดับจากสงครามในยูเครน ทั้งจากที่ประชาคมโลกไม่อาจคว่ำบาตรจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ารัสเซียหลายเท่าได้อย่างง่ายดาย ผลกระทบต่อไต้หวันที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ชั้นสูงของโลก และความเสี่ยงเรื่อง “สงครามนิวเคลียร์” จากการที่ สหรัฐ เป็นคู่กรณีหลักและมีเดิมพันในพื้นที่สูง

สุดท้ายดร.อาร์มกล่าวว่า การที่ไช่ อิงเหวิน แพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นของไต้หวันจนต้องประกาศทิ้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค โดยทั่วไปไม่ได้สะท้อนนัยสำคัญอะไร แต่สำหรับการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2024 ที่พรรคการเมืองมักแสดงจุดยืนไม่รวมชาติกับจีนเพื่อเรียกคะแนนสนับสนุนจากประชาชนนั้น ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากผู้นำคนใหม่มาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าเหมือน ไช่ อิงเหวิน ที่ครบวาระการดำรงแหน่งประธานาธิบดี 2 สมัยตามที่กฎหมายกำหนด ก็มีโอกาสสูงที่จะมีท่าทีที่แข็งกร้าวและดุดันต่อจีนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2024นี้

ขณะที่ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อธิบายต่อคำถามที่ว่า เกาหลีเหนือคิดอะไรถึงได้ยิงขีปนาวุธจำนวนมหาศาลในปีนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน? และการตอบโต้ความตึงเครียดไปมาระหว่างฝ่ายเกาหลีเหนือ และพันธมิตรสามชาติ อย่าง สหรัฐ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จะบานปลายจนเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกหรือไม่? ว่า เกาหลีเหนือมียุทธศาสตร์ของตัวเองชัดเจนมาก บางช่วงเราก็จะเห็นท่าทีของเกาหลีเหนือที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาและดูเป็นมิตรมากขึ้น อย่างในปี 2018 ที่เกาหลีเหนือหยุดพักการทดลองอาวุธ และคาบสมุทรเกาหลีสงบสุขมากขึ้น จากการที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามเปิดเวทีเจรจาให้สหรัฐกับเกาหลีเหนือในช่วงนั้น ขณะที่บางช่วงเราก็จะเห็นการทดสอบขีปนาวุธที่สร้างความกดดันให้แก่เวทีระหว่างประเทศและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่นในปีนี้ ที่เกาหลีเหนือรัวยิงขีปนาวุธออกมาจำนวนมาก รวมถึง ICBM ที่ยิงออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จนเกิดเป็นความกังวลเรื่องการทดสอบนิวเคลียร์ในอนาคต ซึ่งอาจารย์เสกมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเพียงกลยุทธ์ของเกาหลีเหนือในการเล่นการเมืองระหว่างประเทศและดูท่าทีของผู้เล่นอื่นๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อผลประโยชน์แห่งชาติตน

ว่าที่ ร.ต.เสกสรรมองว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการดำเนินนโยบายหนึ่งที่สำคัญของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของปรากฏการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี นั่นคือ “พยองจิน” ที่หมายถึง การพัฒนาแบบ “คู่ขนาน” ทางด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคง ที่ชัดเจนและแทบไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่คิม จอง อึน เป็นผู้นำประเทศ เพียงแค่ขึ้นอยู่กับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา โดยสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมากที่สุดคือ ความอยู่รอดของระบอบการเมืองของประเทศ บนพื้นฐานของหลัก “จูเช่” ที่ประกอบด้วย เอกราชทางการเมือง เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง และการป้องกันประเทศด้วยตัวเอง ฉะนั้น เกาหลีเหนือจึงมองว่าหลักประกันชั้นดีต่อปรารถนานี้ คือ ความเข้มแข็งทางการทหารที่รวมถึงศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้วย

ดังนั้น หากเรามองจากวันนี้ที่คาบสมุทรเกาหลีเต็มไปด้วยความคุกรุ่น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2017-2018 ที่เกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้และสหรัฐในเชิงสันติมากขึ้น “อาจจะมองได้ว่าในช่วงเวลานั้น เกาหลีเหนือไปตบทรัพย์เกาหลีใต้ และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อที่จะให้มีทรัพยากรเพียงพอที่จะพัฒนาขีดความสามารถของอาวุธ” ซึ่งเราได้เห็นกันแล้วในช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา

นอกจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว ยังมีปัจจัยเร่ง ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ จากยุครัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าของอดีตประธานาธิบดีมุน แชอิน ที่มุ่งสานสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเกาหลีเหนือ กลายมาเป็นยุครัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีประธานาธิบดียุน ซอกยอล กุมบังเหียน ซึ่งมีจุดยืนชัดเจน นั่นคือ “ฟื้นความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น มุ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ เน้นจำกัดอิทธิพลจีนในประเทศ และแข็งกร้าวมากขึ้นกับเกาหลีเหนือ”

ต่อมาคือ บทบาทของสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ว่าที่ ร.ต.เสกสรรมองว่าไม่มียุทธศาสตร์และกระบวนการที่ชัดเจนในภูมิภาคนี้ สอดคล้องกับที่มีการวิเคราะห์ว่า สหรัฐไม่ได้มีผลประโยชน์ที่แน่ชัดในเกาหลีเหนือ จึงไม่ได้มีทุนทางการเมืองหรือกลยุทธ์ที่แน่ชัด ส่งผลให้สหรัฐเสียโอกาสในการคุมเกมและนำพาเกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง

สุดท้ายบทบาทของญี่ปุ่นที่คัดค้านโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ที่สนับสนุนแนวทางการทหารที่แข็งกร้าวมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเฉียดพื้นที่ของญี่ปุ่นหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ปัจจัยเร่งจากท่าทีฝ่ายพันธมิตรที่ล้วนมองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ทำให้เกาหลีเหนือใช้เป็นข้ออ้างในการยิงขีปนาวุธเพื่อข่มขู่ ป้องกันตนเอง และใช้ความตึงเครียดทางทหารเป็นยุทธศาสตร์โต้กลับ ขณะที่พันธมิตรสามฝ่ายตอบโต้ด้วยการซ้อมรบร่วม จนเกิดปรากฏการณ์ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นดังเช่นปัจจุบัน
สิ่งที่สะท้อนจากที่เกาหลีเหนือรัวยิงขีปนาวุธอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปีนี้ ว่าที่ ร.ต.เสกสรรกล่าวว่า คือการประกาศศักดาและส่งข้อความทางการเมืองไปสู่ผู้รับสารทั่วโลก การอวดแสนยานุภาพทางอาวุธ รวมถึงความสามารถในการพัฒนาอาวุธได้ด้วยตนเองของเกาหลีเหนือ โดยไม่ต้องพึ่งประเทศอื่นอย่างในอดีต สอดคล้องกับหลักจูเช่ที่กล่าวไปข้างต้น

อย่างไรก็ดี มีนักวิเคราะห์มองว่า การถล่มขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องการเมืองในประเทศ ที่ผู้นำคิมต้องการกลบจุดอ่อนด้านเศรษฐกิจที่สาหัสจากโควิดและการคว่ำบาตร ด้วยความแข็งแกร่งทางยุทโธปกรณ์ รวมถึงสร้างความประทับใจและความภักดีของประชาชน มากกว่าเป็นเรื่องนอกประเทศ กระนั้นว่าที่ ร.ต.เสกสรรเสนอมุมมองที่ต่างไปว่า เกาหลีเหนือต้องการแสดงการพึ่งพาตัวเองตามปรัชญาจูเช่ และ เป็นไปได้ว่าเกาหลีเหนืออาจมีความมั่งคั่งเพียงพอให้สนใจเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้วในตอนนี้

ส่วนสถานการณ์ในปีหน้า ว่าที่ ร.ต.เสกสรรกล่าวว่ายังคงตึงเครียดต่อไปและอาจต้องรอไปจนกว่าเกาหลีใต้จะได้รัฐบาลใหม่ที่อาจจะเป็นผู้นำจากฝ่ายก้าวหน้า เพื่อกลับมาใช้แนวทางเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือกันอีกครั้ง ส่วนสงครามจะยังไม่เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะหากเกิดสงคราม ทุกฝ่ายที่เป็นผู้เล่นสำคัญในเอเชียตะวันออกจะพังกันหมดและความตึงเครียดอาจลุกลามไปสู่ช่องแคบไต้หวัน ตัวแสดงต่างๆ จึงหลีกเลี่ยงการก่อสงครามแต่จะเป็นในรูปแบบการตอบโต้ทางทหารอย่างที่เห็นในปัจจุบันแทน