People of the year: ‘สี จิ้นผิง’ ผู้นำมังกรกับอิทธิพลต่อโลกและเอเชีย
หากย้อนดูปฏิทินปี 2022 เพื่อทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนจะพบว่า ปี 2022 มีหลายเหตุการณ์ระดับโลกเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การสูญเสียบุคคลที่มีชื่อเสียง ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก บุคคลสำคัญหลายคนก็มีบทบาทสำคัญต่อโลกไม่แพ้กัน แต่ถ้าหากต้องเสนอชื่อมาสักหนึ่งคนที่จะให้เป็นที่สุดของบุคคลแห่งปีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและผลกระทบในหลายภาคส่วนย่อมมีชื่อของนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน โดยในปีที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์สำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับผู้นำสูงสุดของจีนคนนี้หลายเหตุการณ์ให้พูดถึง
ประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและไต้หวันย่ำแย่ลงอย่างหนักในปีนี้อย่างเป็นประวัติการณ์ ไต้หวันภายใต้การนำของน.ส.ไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้อนรับการเยือนของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ทำให้ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันและพื้นที่ใกล้เคียงทวีความรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันพุ่งถึงขีดสุดในวันที่ 2 สิงหาคม เมื่อเครื่องบินของนางเพโลซีลงจอดในกรุงไทเป ท่ามกลางการจับตามองของคนทั้งโลก จีนมองการเยือนดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐจะออกมาย้ำว่าสหรัฐจะยังคงยึดมั่นในหลักการจีนเดียว
ประธานาธิบดีสีออกปากขู่ประธานาธิบดีไบเดนว่าใครก็ตามที่เล่นกับไฟต้องถูกแผดเผา ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคือการที่จีนจัดซ้อมรบยาวนานหลายสิบวัน และยิงขีปนาวุธหลายลูกในช่องแคบไต้หวันและทะเลใกล้เคียง มีการส่งเรือรบ เครื่องบินรบ รวมถึงโดรนจำนวนหลายลำไปยังพื้นที่ดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ในครั้งนี้ สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลกว่าจะเกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้นอีกจุดในโลกหรือไม่ ผลที่ตามมานอกจากการซ้อมรบแล้วคือการที่จีนประกาศยุติความร่วมมือกันในหลายๆ เรื่องกับสหรัฐ อาทิ ยุติความร่วมมือในเรื่องของการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน การพูดคุยทางการทหาร และการร่วมมือในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมระหว่างประเทศ
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีสีเอาจริงในเรื่องของนโยบายจีนเดียวมากแค่ไหน และใครก็ตามที่มีท่าทีว่าจะไม่เห็นด้วยกับหลักการจีนเดียวจะต้องได้รับผลกระทบที่จะตามมา สีประกาศกร้าวว่า จีนไม่ปิดโอกาสในการใช้กำลังทหารในการเข้ายึดครองไต้หวัน แต่ยังคงมุ่งมั่นในการทำให้การควบรวมไต้หวันของจีนจะเป็นไปอย่างสงบ
ด้านสหรัฐและไต้หวันก็ไม่ยอมอยู่เฉยเช่นกัน ไต้หวันทำการยิงโดรนของจีนหลายลำที่รุกล้ำเข้ามาในเขตของไต้หวันตก และจัดซ้อมรบเพื่อตอบโต้กิจกรรมของกองทัพจีน ขณะที่นายไบเดนเอ่ยปากว่าพร้อมส่งกำลังทหารช่วยเหลือไต้หวันทันทีหากจีนใช้กำลังทหารบุกยึดเกาะไต้หวัน ความขัดแย้งนี้ดึงให้ทุกสายตาจับตามองว่าปัญหาดังกล่าวจะจบลงอย่างไร
การสานต่อตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประธานาธิบดีสี
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จัดขึ้นที่มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง ปิดฉากลงด้วยการที่ประธานาธิบดีสียังคงเป็นผู้นำสูงสุดของจีนได้เป็นสมัยที่ 3 ซึ่งไม่เคยมีผู้นำจีนคนใดสามารถทำได้มาก่อน โดยรักษาเก้าอี้เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จอีกครั้ง อีกทั้งยังรักษาตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ทำให้แทบจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่านายสีจะได้รับเลือกดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนต่อไปอีกสมัยในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า ทั้งหมดนี้ ทำให้นายสีเป็นผู้นำสูงสุดของจีนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีและขึ้นแท่นเป็นผู้นำสูงสุดของจีนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดนับตั้งแต่ ‘ประธานเหมา เจ๋อตุง’ นายสีมีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนได้ตราบจนสิ้นชีวิต หลังแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จำกัดไม่ให้ประธานาธิบดีคนใดของจีนดำรงตำแหน่งได้เกิน 2 สมัยไปเมื่อปี 2018
การรักษาเก้าอี้ผู้นำจีนไว้ได้อีกสมัยมีผลต่อโลกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนและนานาชาติ สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้คือการที่บรรดาชาติต่างๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับจีนอาจต้องเจอกับท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนแบบนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี ตามมุมมองของนางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ จีนมีความก้าวร้าวมากขึ้นในช่วง 5 ปีให้หลัง โดยกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า “ฉันว่าถ้าเรามองดูภูมิภาคและความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคจะเห็นว่าประเทศจีนมีความก้าวร้าวมากขึ้น มันมีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้น เช่น การรวมตัวของพวกเขาเข้ากับเศรษฐกิจในภูมิภาค การเติบโตของจีน รวมถึงการเติบโตของชนชั้นกลางในจีน มันมีเหตุผลหลายอย่างมาก แต่คุณยังเห็นการปฏิบัติที่แข็งข้อขึ้นในประเด็นและความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาที่ฉันดำรงตำแหน่ง” และในอนาคต ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติตะวันตกอาจย่ำแย่ลง
นายแอนดรูว์ สมอล์ ผู้เขียนหนังสือ No Limits: The Inside Story of China’s War with the West เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า การคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนกับชาติอื่นๆ จะย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่จีนมีการแข่งขันอย่างเปิดเผยมากขึ้นกับบรรดาชาติตะวันตก มีความก้าวร้าวมากกว่าเดิม มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีความพยายามมากขึ้นที่จะสร้างแนวร่วมขึ้นมาเพื่อตอบโต้บรรดาชาติตะวันตก
การรักษาเก้าอี้ผู้นำสูงสุดของจีน เขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ไว้ได้อีกสมัยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญของจีนและของโลก ผลที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์นี้ในปีหน้าและปีต่อๆไป น่าจับตามองยิ่งนัก
นโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่เป็นที่วิจารณ์
นโยบายโควิดเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประธานาธิบดีสีเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหมู่ชาวจีนหลังเข้าสู่ปีที่ 3 ของการแพร่ระบาดแต่นโยบายดังกล่าวก็ยังไม่ถูกยกเลิกเสียที นโยบายนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในและนอกประเทศจีน ในเรื่องของผลกระทบในประเทศ นโยบายโควิดเป็นศูนย์สร้างอุปสรรคในการใช้ชีวิตของชาวจีนมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของระยะเวลาล็อกดาวน์ที่กินเวลายาวนานหลายสัปดาห์จนอาจนานถึงหลายเดือน การตรวจหาเชื้อในหมู่ประชากรวงกว้างที่เกิดขึ้นบ่อย และมาตรการเข้มงวดอื่นๆที่สร้างความลำบากให้แก่ชาวจีน เมื่อเริ่มเข้าฤดูหนาว ยอดผู้ติดเชื้อรายวันในจีนพุ่งสูงขึ้นแทบจะเป็นกราฟเส้นตั้ง การคุมเข้มของมาตรการโควิดเป็นศูนย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพื่อสกัดการติดเชื้อเพิ่มทำให้ความอดทนของชาวจีนหมดลง ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายเมืองทั่วประเทศจีนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนยกเลิกมาตรการดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสีลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงตะโกนต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นมานานหลายสิบปี
นอกจากนั้นแล้ว นโยบายนี้ส่งผลกระทบไปยังภาคอุตสาหกรรมของจีนที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ของโลกต้องชะลอตัวลง ส่งผลกระทบทางการค้าและเศรษฐกิจรวมถึงห่วงโซ่อุปทานเป็นวงกว้างไปทั่วโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ให้ความเห็นเมื่อปลายเดือนตุลาคมว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่เป็นผลมาจากมาตรการโควิดเป็นศูนย์และปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน จะส่งผลให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลงในปี 2023 ที่จะถึงนี้ผ่านการเชื่อมโยงกันทางการค้าและการเงินระหว่างจีนและเอเชีย ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2023 จะเติบโตขึ้น 4.4% สำหรับทวีปเอเชีย คาดว่าจะเติบโต 4.3% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาอยู่มากซึ่งอยู่ที่ 5.5%
อย่างไรก็ดี ชาวจีนเริ่มมีความหวังว่าจะเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจีนผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 และประกาศเปิดประเทศ อนุญาตให้ผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศสามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัวโดยมีผลในวันที่ 8 มกราคม 2566 ทำให้เริ่มมีสัญญาณของโอกาสและความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไร สถานการณ์ในประเทศจีนขณะนี้ยังไม่สู้ดีนัก หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19ในประเทศพุ่งสูงทะลุเพดาน เป็นผลให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง อาทิ ยารักษาขาดแคลน เตียงผู้ป่วยไม่พอ และชาวจีนกลับไม่กล้าออกมาใช้ชีวิตตามปกติแม้มาตรการล็อกดาวน์จะถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะชาวจีนกลัวว่าตนจะติดเชื้อจากการออกไปในที่สาธารณะ ซึ่งก็ต้องตามกันต่อไปว่าในอนาคต สถานการณ์โควิดในจีนจะเดินไปในทิศทางไหน
ไม่ว่าจะมองในมุมใดก็ตาม การบริหารจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีอิทธิพลต่อโลกและต่อเอเชียในหลายๆ ด้าน และอิทธิพลดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไป ท่ามกลางการจับตาดูสถานการณ์ในปีหน้า ที่เชื่อว่าการขับเคี่ยวระหว่างจีนกับตะวันตกจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบกับเอเชียอย่างเลี่ยงไม่พ้น

