เมียนมา : ปัญหาของอาเซียน
ก้าวเข้าสู่ปี 2566 สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเมียนมาดูจะไม่มีวี่แววว่าจะคลี่่คลายได้ในเร็ววัน ความขัดแย้งหลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ลากยาวครบ 2 ปีในเดือนหน้า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นับจากที่พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ได้หารือร่วมกับผู้นำอาเซียนที่สำนักเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และมีการประกาศฉันทามติ 5 ข้อออกมา เวลาที่ล่วงผ่านไป ดูเหมือนจะไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากนัก ชาวเมียนมายิ่งประสบปัญหาหนัก ความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจากทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน และชนกลุ่มน้อย ทำให้อดมองไม่ได้ว่า ที่สุดแล้วอาเซียนจะสามารถช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ในเมียนมาได้หรือไม่ หรือเมียนมาจะกลายเป็นปัญหาที่จะฉุดรั้งความน่าเชื่อถือของอาเซียนในสายตาประชาคมโลกให้ตกต่ำย่ำแย่จนกู่ไม่กลับ
นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เหตุการณ์ยึดอำนาจในเมียนมามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเซียนไปโดยปริยาย เพราะมันมีผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ตลอดเวลาผู้นำอาเซียนจะพูดถึงอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นจึงมีผลเสียทั้งต่อหลักการของอาเซียน ต่อคนเมียนมา อาเซียนซึ่งขณะนี้เป็นประชาคม ก็ต้องเข้ามาช่วยกันจัดการปัญหาภายใน ซึ่งไม่ถือเป็นการแทรกแซง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันส่งผลกระทบต่ออาเซียนด้วย
ปัจจุบันมีการทะลักเข้ามาของผู้ลี้ภัยรวมถึผู้ลี้ภัยทางการเมือง และโรคระบาด เมื่อสถานการณ์ไม่สงบ ชายแดนจะเป็นช่องทางของอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาวุธ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคง ขณะที่การปฏิวัติก็ไม่แล้วเสร็จ เพราะรัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ ยังมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันเมียนมามีสภาพของสงครามกลางเมือง ขณะที่ความพยายามของผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ อาเซียนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพียงพอที่จะบีบเมียนมาได้ ซึ่งก็สะท้อนถึงความอ่อนแอของผู้นำ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ส่งไปก็ไปไม่ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ด้านประเทศไทยก็ปิดชายแดนทำให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ควรจะไปได้ก็ประสบภาวะชะงักงันไปหมด และยังเป็นช่องให้มีการจับกุมรีดไถผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในไทยอีกด้วย
“ไทยในฐานะประเทศก่อตั้งอาเซียนต้องร่วมมือกับอินโดฯ เป็นผู้นำร่วมกันในการผลักดันตรงนี้ คิดว่าอินโดฯน่าจะทำได้ดีกว่าบรูไนหรือกัมพูชา เพราะเขามีน้ำหนัก ขณะที่สิ่งที่ไทยควรทำทันทีคือการเปิดชายแดนเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาด้านมนุษยธรรม ซึ่งมีองค์กรมากมายที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ขอเพียงไทยไฟเขียวเท่านั้น” รัฐมนตรีกษิตกล่าว
เมื่อถามว่าหากอาเซียนไม่มีเอกภาพ แล้วเราจะแก้ไขปัญหาเมียนมาได้อย่างไร นายกษิตบอกว่า ต้องฝากความหวังไว้ที่อินโดนีเซีย ที่จะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2566 เพราะเป็นประเทศใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงและมีหน้ามีตา อินโดฯเคยเป็นหัวเรือใหญ่ร่วมกับไทยในการเอาเวียดนามออกไปจากกัมพูชา รวมถึงทำให้เมียนมายอมเปิดรับความช่วยเหลือหลังเกิดพายุไซโคลนนากีสร่วมกับไทย ดังนั้นอินโดฯและไทยต้องร่วมมือกันและพูดจากภาษาเดียวกัน ต้องมีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและจริงจังกับพล.อ.มิน อ่อง ลาย ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องมีการหารือกันในรายละเอียดต่างๆ และอินโดฯต้องพูดคุยกับผู้นำอาเซียนอื่นๆ ที่สำคัญอย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้ สถานะของอาเซียนจะยิ่งตกต่ำ
ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มองว่า กรณีเมียนมาไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้อาเซียนไม่มีเอกภาพ แต่มันสะท้อนถึงปัญหาของอาเซียนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น นั่นคือการที่อาเซียนไม่มีเอกภาพเหมือนในอดีต แต่ละประเทศมองผลประโยชน์และเรื่องภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น จากที่สมัยก่อนมองว่าผลประโยชน์ของอาเซียนและภูมิภาคต้องไปด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพราะสมัยก่อนอาเซียนมีสมาชิก 5-6 ประเทศ การบรรลุฉันทามติก็ง่าย พอกลายเป็น 10 ประเทศก็มีความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้อาเซียนถูกดึงไปทางซ้ายทีขวาทีจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ดังนั้นจริงๆ แล้วประเด็นเรื่องเมียนมาไม่ใช่ตัวทีทำให้อาเซียนแตกแยก เพราะความไม่มีเอกภาพของอาเซียนมันเกิดขึ้นมาก่อน อย่างกรณีทะเลจีนใต้ อาเซียนก็ไม่มีท่าทีที่เป็นเอกภาพอย่างแท้จริง ประเทศที่ไม่ใช่คู่กรณีก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาโดยตรงของเขา
แล้วเหตุใดเวลาที่ผ่านมาจะ 2 ปีถึงไม่มีพัฒนาการอะไรชัดเจนนัก ท่านทูตสีหศักดิ์บอกว่า อาเซียน 9 ประเทศดูเหมือนยังไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่ในการผลักดันฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียน ทุกคนเหมือนยึดการประกาศท่าทีว่าให้ความสำคัญ แต่การร่วมมือจริงๆ ในการผลักดันยังไม่มีเท่าที่ควร บางประเทศยังยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในอย่างเคร่งครัด บางประเทศเห็นว่าการแก้ไขปัญหาอยู่ที่ภายในเมียนมาเป็นหลัก อาเซียนอาจจะทำอะไรไม่ได้มากจนกระทั่งสถานการณ์มันสุกงอม บางประเทศก็ไม่พร้อมเพราะมีปัญหาภายในของเขาเอง และมีประเทศอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าจำเป็นต้องกดดันเมียนมาเพิ่มเติมมากขึ้น
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาเมียนมาเป็นปัญหาของอาเซียน เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือสิ่งที่บอกว่าอาเซียนเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค แต่ถ้าเรายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในภูมิภาคของเราเองได้ เราจะมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพนอกภูมิภาคได้อย่างไร อย่างไรก็ดีท่านปลัดสีหศักดิ์มองว่า ถึงแม้สถานการณ์จะยังไม่ถึงขั้นสุกงอม แต่เราสามารถที่จะช่วยให้ฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาพยายามหันหน้าเข้าหากันมากขึ้นได้
เมื่อถามถึงการพูดคุยกับเมียนมาที่ไทยเพิ่งจัดขึ้นโดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนามเข้าร่วมด้วย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เห็นด้วยว่าจะต้องมีการพูดคุยกัน แต่ถ้าจะให้การพูดคุยนั้นมีน้ำหนักก็ควรต้องมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมดร่วมด้วย หากมาไม่ครบก็แสดงว่าอาเซียนยังคงมีความแตกแยกในแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์ต้องรวมกันทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การสื่อสารของเรามีน้ำหนักมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เมียนมาเห็นว่าอาเซียนไม่มีเอกภาพอย่างแท้จริง และอาจทำให้ไม่ได้ผลอย่างที่เราต้องการ เพราะเมียนมาอาจจะเห็นความแตกแยกของอาเซียนและดำเนินท่าทีที่ไม่ผ่อนปรนต่อไป
“การมีปฏิสัมพันธ์ (engage) มันต้องมีการตอบสนองด้วย แต่เมียนมาดูไม่ได้มีท่าทีตอบสนองใดๆ ถึงเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับเขาได้ แต่ที่สุดแล้วเมียนมาต้องช่วยตัวเอง เพื่อให้อาเซียนสามารถช่วยเมียนมาได้ engagement ที่ไม่ได้รับกาตอบสนอง อาจกลายเป็นการพะเน้าพะนอ หรือ appeasement เส้นแบ่งมันบางมาก” นายสีหศักดิ์กล่าว และว่า ถ้าไทย อินโดฯ และอาเซียน ทำงานร่วมกันจริงๆ ร่วมกับมหาอำนาจที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นในการพูดคุยกับฝ่ายเมียนมา
ปลัดสีหศักดิ์ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่อาจเป็นสัญญานถึงรัฐบาลทหารเมียนมาคือข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เรื่องเมียนมาล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งจีนและอินเดียงดออกเสียง เมียนมาต้องตระหนักว่าจริงๆ แล้วประเทศที่เขานึกว่าสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนในแนวทางที่รัฐบาลทหารดำเนินอยู่ตอนนี้ ข้อมตินี้ทำให้เมียนมาก็ต้องคำนึงว่าทุกฝ่ายอยากให้มีการแก้ไขปัญหาทางการเมือง และอยากให้รับบาลทหารเมียนมามีท่าทีที่ตอบสนองมากกว่านี้
แน่นอนว่าบทบาทไทยมีความสำคัญ และการที่รัฐบาลไทยมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาเมียนมาเป็นสิ่งที่ดีทั้งยังเป็นสิ่งที่คนอยากเห็น แต่เราต้องแสดงบทบาทนำแบบไปด้วยกันกับอาเซียน เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ขณะเดียวกันไทยต้องระวังว่าภายนอกเขาจะมองเราอย่างไร การที่เราเงียบ ไม่แสดงความเห็นเรื่องภายในเพราะบอกเราเป็นเพื่อนบ้านของเมียนมา ต้องดำเนินนโยบายการทูตแบบเงียบๆ สุขุม แต่ถ้าไม่มีอะไรออกมาเลยคนก็มองว่าเหมือนเราปกป้องรัฐบาลทหาร หรือมีความเห็นอกเห็นใจรัฐบาลทหารเมียนมา
ปลัดสีหศักดิ์มองเช่นเดียวกับรัฐมนตรีกษิตว่า การดำเนินการของอาเซียนไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา เพราะหากว่ากิจการภายในของเมียนมามีผลกระทบต่ออาเซียนอื่นๆ จะถือเป็นกิจการภายในไม่ได้ ขณะนี้มันกระทบต่อภาพลักษณ์และความเป็นแกนกลางของอาเซียนในภูมิภาค สิ่งที่อาเซียนทำคือพยายามหาทางช่วยให้เมียนมาแก้ไขปัญหาภายในเพื่อให้มีสันติภาพและความมั่นคง รวมถึงประเด็นที่ไทยควรทำงานร่วมกับอินโดฯ ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้อย่างใกล้ชิด ถ้าทั้งสองประเทศสามารถพูดเป็นเสียงเดียวกันได และมีแนวทางเดียวกัน จะทำให้อาเซียนมีบทบาทมากขึ้น คิดว่าอาเซียนน่าจะสามารถผนึกกำลังกันได้ในช่วงที่อินโดฯ เป็นประธาน เพราะเขาถือเป็นประเทศที่มีบทบาทนำในอาเซียนและเป็นประเทศใหญ่ ยิ่งถ้าสามารถดึงมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่นให้มาทำงานร่วมกันได้ ก็น่าจะทำให้การดำเนินการของอาเซียนยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย

