“ภูฏาน” ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

10.01.23 | 06:07 น.

“ภูฏาน” ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

“ภูฏาน” หรือราชอาณาจักรภูฏาน ประเทศที่เป็น 1 ใน 10 ประเทศที่คนไทยอยากไปเยือนสักครั้งหนึ่ง ภูฏานประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล และเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศมีความสุขที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยวัด “ความสุข” นี้ด้วยดัชนีที่เรียกว่า “ดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ” หรือ “GNH”

ถ้าหากจะถามคนไทยหลายคนที่ได้เคยไปภูฏานว่า เคยซื้อของฝากหรือของที่ระลึกจากร้าน OGOP Shop ที่อยู่ที่สนามบินพาโร กรุงทิมพู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภูฏาน มาฝากเพื่อนๆ หรือญาติบ้างไหม และรู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อนั้น รัฐบาลไทยโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ กรมการพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ได้มีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OGOP (one gewoe one product) ให้กับภูฏาน ในโครงการ One Gewog One Product Development for Bhutan (OGOP Model I) โดยมี The Queen’s Project Office (QPO), His Majesty’s Secretariat เป็นหน่วยงานดำเนินงานโครงการ ซึ่งโครงการนี้ ได้รับเลือกให้เป็น ความสำเร็จของการดำเนินความร่วมมือด้านการพัฒนา ที่สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UN Office for South-South Cooperation: UNOSSC) สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์ก ได้คัดเลือกโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยกับต่างประเทศ เป็นตัวอย่างที่ดีในเวทีโลก ในปี 2563

รัฐบาลไทยได้ให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ภูฏานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก เช่น การให้ทุนมาศึกษาหรือฝึกอบรมในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมสาขาที่หลากหลายตามความต้องการการพัฒนาของภูฏาน ได้แก่ การเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข การท่องเที่ยว การจัดการ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิศวกรรม ประชากรศาสตร์ รัฐศาสตร์ และภาษาศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา TICA และภูฏานได้มีการทำแผนงานความร่วมมือไทย – ภูฏาน ระยะ 3 ปี มาแล้ว 5 ฉบับ โดยฉบับที่ 5 เป็นแผนงานระหว่างปี 2566-2568

“จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและภูฏานที่มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี มีแผนงานความร่วมมือระยะ 3 ปี กว่า 5 ฉบับแล้ว TICA มีโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับภูฏานในสาขาต่างๆ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านการพัฒนาชุมชน โดยทุกโครงการเน้นสาขาที่ประเทศไทยมีจุดแข็งและศักยภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภูฏาน ซึ่งแต่ละโครงการก็มีผลสำเร็จออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและมีผลการดำเนินงานที่เป็นที่น่าพึงพอใจ” อุรีรัชต์ เจริญโต อธิบดี TICA ได้กล่าวถึงผลการเดินทางไปติดตามโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่ภูฏานเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มีโอกาสไปเยี่ยมขมโครงการต่างๆ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ไทยดำเนินงานอยู่กับรัฐบาลภูฏาน

Advertisement

ภารกิจแรกเมื่อเดินทางถึงภูฏาน คือ การพบและหารือกับผู้อำนวยการสถาบัน Wangsel Institute for the Deaf ซึ่งเป็นสถาบันเพื่อผู้บกพร่องทางการได้ยิน ซึ่ง TICA ได้ส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปปฏิบัติงานที่สถาบัน 1 คน คือ น.ส.วราลี ใจจง ทำหน้าที่ Audio Visual Trainer และเป็นอาสาสมัครชาวต่างชาติคนแรกของสถาบันนี้ โดยมีบทบาทสำคัญในการผลิตสื่อการเรียนการสอนให้แก่ผู้พิการทางการได้ยิน เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนและบุคคลในชุมชนที่บกพร่องทางการได้ยินสามารถเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับอาสาสมัครเพื่อนไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ภูฏานในพื้นที่ต่าง ๆ อีก 7 คน ซึ่งมานำเสนอผลการปฏิบัติงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งรับฟังเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในภูฏานที่ทั้งสนุกสนานและท้าทาย เป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับทั้ง 8 คน

การส่งอาสาสมัครเพื่อนไทย หรือ Friends from Thailand : FFT นั้น ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมสำคัญของการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของ TICA ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนไทยได้ไปปลดปล่อยพลังของวัยหนุ่มสาว และแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย และแอฟริกา เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย อาสาสมัครที่ TICA ส่งไปปฏิบัติงานที่ภูฏานนั้น มีทั้งปฏิบัติงานในตัวเมือง และหลายๆ คนอยู่ในเมืองที่ห่างไกลจากกรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน

“มองสายตาแล้วเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมากที่จะปฏิบัติงานถ่ายทอดองค์ความรู้ในสาขาที่ตนเองเชี่ยวชาญ มีความเปิดกว้างในการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน โดยรับฟังความเห็นจากชาวบ้านอย่างเต็มที่และนำมาพัฒนาการปฏิบัติงาน ทำให้เห็นว่าทุกคนสามารถส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาให้ออกดอกออกผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือได้ว่า อาสาสมัครเพื่อนไทยเป็นเหมือน agents of change ที่สามารถช่วยพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในภูฏานได้อย่างเต็มที่” อธิบดีอุรีรัชต์ กล่าว

ภารกิจที่ 2 ที่ได้ลงพื้นที่ในภูฏานคือ การไปติดตามโครงการ OGOP Model II ซึ่งอธิบดีได้เข้าพบหารือกับนาย Karma Tenzin รองราชเลขาธิการ สำนักงานโครงการสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับชุมชน OGOP ของภูฏาน หรือโครงการ OGOP Model II ซึ่งเป็นโครงการที่กรมความร่วมมือฯ ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานโครงการสมเด็จพระราชินีฯ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยต่อยอดจากแนวคิดโครงการ OTOP ของไทย จาก One Tambon One Product (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์) เป็น One Gewog One Product (Gewog แปลว่าตำบล)

โครงการ OGOP เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559 และประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงได้พัฒนาโครงการ OGOP Model II เพื่อสร้างต่อยอดการดำเนินงานและกิจกรรมที่ได้ริเริ่มไปแล้ว ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยสำหรับโครงการ OGOP Model II จะเป็นการดำเนินงานต่อยอดใน 6 พื้นที่เป้าหมายทั่วภูฏาน โดยนอกเหนือจากการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ ยังได้รวมการบูรณาการการท่องเที่ยว โดยชุมชนแบบนวัตวิถีเข้ามาด้วย

สำหรับพื้นที่โครงการที่ได้ไปเยี่ยมชมนั้น มี 2 พื้นที่ คือ ที่แรกคือจังหวัดฮา (Haa) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูฏาน ห่างจากกรุงทิมพูกว่า 3 ชั่วโมง TICA ได้ส่งอาสาสมัครเพื่อนไทย 1 คน ปฏิบัติงานที่จังหวัดฮา การทำงานของอาสาสมัครเพื่อนไทยนอกจากความรู้ที่ต้องนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร และช่วยออกไอเดียการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนแล้ว คุณสมบัติที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งคือ ทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับชุมชน เพราะการทำงานโครงการของ TICA ส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานลงพื้นที่กับชุมชนต่างๆ ซึ่งอาสาสมัครจะเป็นส่วนเติมเต็มการดำเนินงานโครงการเพื่อให้โครงการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในระหว่างการเข้าเยี่ยมคารวะ Hon’ble Dasho Dzongdag Melam Zangpo ผู้ว่าราชการจังหวัดฮา ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนในจังหวัดฮา ผ่านการพัฒนาการผลิตสินค้า และการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี ภายใต้โครงการ OGOP Model II

อีก 1 พื้นที่โครงการคือ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบในตำบล Uesu Gewog และพบชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว รวมทั้งรับฟังความเห็นจากชาวบ้านในการพัฒนาโครงการให้ประสบความสำเร็จต่อไป โดยอธิบดีอุรีรัชต์ได้กล่าวในระหว่างการเยี่ยมตำบล Uesu Gewog ว่า “โครงการดังกล่าวนี้ เป็นโครงการของชุมชนฮาเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานเพื่อพัฒนาชุมชนคือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ดังนั้น ในกระบวนการพัฒนาชาวบ้านในพื้นที่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ผ่านอาสาสมัครเพื่อนไทย เพื่อที่จะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดและความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง”

นอกจากโครงการด้านการพัฒนาชุมชนแล้ว TICA ยังมีโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นสาขาที่ประเทศไทยได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ โดยในครั้งนี้ มีการประชุมร่วมกับนาย Pemba Wangchuk รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน เพื่อสรุปและปิดโครงการพัฒนาศูนย์ หู จมูก และคอ ในภูฏาน ที่โรงพยาบาล Jigme Dorji Wangchuk National Referral Hospital กรุงทิมพู รวมทั้งเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการผ่าตัดและตรวจรักษาโรคหู คอ จมูก จำนวน 8 รายการ รวมมูลค่า 14 ล้านบาท เพื่อช่วยพัฒนาระบบการให้บริการทางการแพทย์ด้านหู คอ จมูกในภูฏาน โดยมุ่งเน้นทั้งการรักษา และการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านหู คอ จมูกให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่นๆ ในภูฏาน ต่อไป ซึ่งนอกจากจะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพแล้ว ยังลดการส่งต่อคนไข้จากภูฏานไปรักษาที่ประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

“โครงการพัฒนาศูนย์หู จมูก และคอ เป็นผลของการเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการในปี 2561 ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้แสดงความพร้อมต่อนายกรัฐมนตรีภูฏานในการช่วยพัฒนาศูนย์หู จมูก และคอ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับภูฏาน” อธิบดี TICA ได้เล่าที่มาที่ไปของโครงการนี้ให้เราได้ทราบ ซึ่งต่อมา TICA ก็ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพัฒนาแผนงานโครงการดังกล่าว และดำเนินงานโครงการตั้งแต่ปี 2564 จนเสร็จสิ้นตามแผนงานแล้วในปี 2565 ประกอบไปด้วย การจัดฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อพัฒนาบุคลากรของศูนย์ ENT จำนวน 10 หลักสูตร โดยมีบุคลากรจากศูนย์หู คอ จมูก จากโรงพยาบาล Jigme Dorji Wangchuk National Referral Hospital เข้าร่วมด้วยกว่า 50 คน และการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 18 ล้านบาท

จริงอยู่ว่าหากให้เทียบกับประเทศผู้ให้อื่นๆ แล้ว จำนวนเงินงบประมาณนี้ อาจจะไม่ถือว่าเป็นจำนวนที่มากนัก แต่ความสำคัญของการดำเนินโครงการนี้ คือสร้างบุคลากรทางการแพทย์ของภูฏานที่อยู่ในระดับที่จะสามารถส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่โรงพยาบาลอื่นๆ ในประเทศ เพื่อเป็นการขยายการพัฒนาศูนย์ทางการแพทย์แบบเฉพาะทางไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ด้วยฝ่ายภูฏานเอง

นอกจากภารกิจการติดตามโครงการของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ภูฏานยังจัดให้อธิบดี TICA ได้เข้าศึกษาดูงานที่ National Research Center for Riverine and Lake Fisheries ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านการประมงที่ใหญ่ที่สุดในภูฏาน โดยได้เข้าเยี่ยมชมการทดลองเพาะเลี้ยงปลาเทราท์และปลาเสตอร์เจียนในหุบเขา โดยศูนย์วิจัยนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงของไทย และได้เข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน Haa Dairy Group ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากนม และเป็นศูนย์ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมของชาวบ้านในจังหวัดฮา โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการแปรรูปในศูนย์นี้ ได้แก่ เนย นม ชีสแข็ง โยเกิร์ต เป็นต้น ซึ่งในการเยือนจังหวัดฮาครั้งนี้ ท่านผู้ว่าฯ ได้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะ และได้นำปลาเทราท์ที่เพาะเลี้ยงจากศูนย์วิจัยฯ มาให้ทุกๆ คน ได้ลองรับประทานด้วย

ไฮไลท์ที่สำคัญของการปฏิบัติราชการครั้งนี้ ยังไม่จบเพียงเท่านั้น โดยอธิบดี TICA ได้กล่าวด้วยความปลื้มปีติว่า “นับเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ในครั้งหนึ่งของชีวิตที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โดยได้ถวายรายงานการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยในภูฏาน ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้ทรงรับฟังอย่างตั้งใจและสนพระทัยเป็นอย่างมาก และขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้สนับสนุนโครงการต่างๆ ซึ่งล้วนประสบผลสำเร็จและช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏาน”

ก่อนจะสรุปด้วยความประทับใจว่า “การเดินทางไปติดตามโครงการที่ภูฏานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง และชั้นบรรยากาศที่เบาบาง ทำให้การเดินทางเป็นเรื่องค่อนข้างท้าทาย แต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการได้มาเห็นว่าผู้รับผลประโยชน์จากการสนับสนุนของรัฐบาลไทยในภูฏานได้รับประโยชน์โดยตรงจากการสนับสนุนของรัฐบาลไทยนี้ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศดำเนินการอยู่นั้น เป็นเหมือนการส่งต่อความหวังดีไปยังประชาชนชาวภูฏานให้รับรู้รับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในฐานะมิตรแท้ที่ประสงค์ที่จะประชาชนชาวภูฏานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากไทย และได้เลือกใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ของไทยที่เหมาะสมกับบริบทของภูฏาน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งผลที่ดีต่อประชาชนและชุมชนภูฏานต่อไป”