หน้าแรก ต่างประเทศ กรณีศึกษาชี้ ...

กรณีศึกษาชี้ 49%ธารน้ำแข็งโลกจะละลายภายในปี 2100

6.01.23 | 14:03 น.
FILE PHOTO (AFP)

กรณีศึกษาชี้ 49%ธารน้ำแข็งโลกจะละลายภายในปี 2100

งานวิจัยที่เผยแพร่ผ่านวารสาร Science เมื่อวันที่ 5 มกราคม คาดการณ์ว่าธารน้ำแข็งราวครึ่งโลก โดยเฉพาะธารน้ำแข็งขนาดเล็ก จะละลายหายไปภายในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ เนื่องจากภาวะโลกร้อน แต่การจำกัดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นสามารถช่วยรักษาธารน้ำแข็งส่วนอื่นๆ ของโลกไว้ได้

งานวิจัยดังกล่าวเน้นย้ำความสำคัญของการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดผลกระทบที่ตามมาหลังธารน้ำแข็งละลาย และศึกษาผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 4 กรณี ตั้งแต่ 1.5, 2, 3, และ 4 องศาเซลเซียส

เรจีน ฮ็อก หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยนี้ ย้ำว่าการลดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะสามารถลดการละลายของธารน้ำแข็งและการสูญเสียได้

อย่างไรก็ดี แม้การสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกจะถูกจำกัดอยู่ที่ สูงกว่าระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพียง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มุ่งมั่นของโลกตามความตกลงปารีส แต่นักวิจัยคาดว่า 49% ของธารน้ำแข็งโลกจะหายไปภายใน 2100 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 26% ของความหนาแน่นของธารน้ำแข็งโลก เพราะธารน้ำแข็งขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก

โดยปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยโลกคาดว่าจะสูงขึ้นราว 2.7% ซึ่งจะทำให้ธารน้ำแข็งในยุโรปกลาง แคนาดาตะวันตก สหรัฐภาคพื้นทวีป และนิวซีแลนด์หายไปแทบทั้งหมด ขณะที่หากอุหภูมิโลกสูงขึ้นที่ 4 องศาเซลเซียส จะทำให้ธารน้ำแข็ง 83% ละลายสิ้นภายใน 2100

Advertisement

ฮ็อก กล่าวอีกว่าธารน้ำแข็งที่ละลายจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างยิ่งต่อปรากฏการณ์คลื่นพายุซัดฝั่งที่อาจสร้างความเสียหายที่มากขึ้นได้ และว่า มันเป็นไปได้ที่จะลดการสูญเสียธารน้ำแข็งได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ และผู้กำหนดนโยบาย