ท่านที่ติดตามคอลัมน์ ไทยพบพม่า มาระยะหนึ่งคงจะทราบว่าผู้เขียนย้ำเสมอว่าการทำความเข้าใจการเมือง สังคมและเศรษฐกิจของพม่า ไม่สามารถทำได้เพียงการวิเคราะห์ตัวเลขหรือการวิเคราะห์โดยทั่วไปได้ทั้งหมด เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่าไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผล และมีเรื่องของ อารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องสูงมาก และยังมีทัศนคติบางอย่างที่เป็นเหมือนมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคม และยังค้างอยู่ในระบบประมวลผลของระบบราชการของพม่า โดยเฉพาะความระแวงคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป ประเด็นหนึ่งที่ขอหยิบยกมาพูดคุยในวันนี้ที่สะท้อนทัศนคติของ รัฐ แบบพม่าและความพยายามควบคุมประชาชนไม่ให้ถูกกลืนโดยความเป็นต่างชาติมากจนเกินไปก็คือขั้นตอนการออกหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต นั่นเอง
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา การขอพาสปอร์ตสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่ายนักในพม่า ไม่ว่าจะเป็นในยุคเผด็จการทหารต่อมาถึงยุครัฐบาลพลเรือน แม้ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางในยุครัฐบาล NLD จะมีความสะดวกขึ้นประมาณหนึ่ง เพราะสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดและลงทะเบียนเพื่อจองคิวออนไลน์ได้ และมีค่าธรรมเนียมที่ 25,000 จ๊าด หรือประมาณ 400-500 บาท แต่ในความเป็นจริง ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางในพม่าไม่ได้ง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือประชาชนในต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางไปทำหนังสือเดินทางที่สำนักงานหนังสือเดินทางที่ย่างกุ้งต่างประสบปัญหาได้พาสปอร์ตล่าช้า และเกิดการติดสินบนเจ้าหน้าที่กันจนเห็นได้ทั่วไป
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว หนังสือเดินทางที่ขอยากขอเย็นมาก่อนแล้ว ยิ่งเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลทหารควบคุมประชาชนของตนได้เข้มข้นขึ้น การชุมนุมประท้วงรัฐประหาร และการนัดหยุดงานประท้วงที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเรียกว่าดิสรัปรัฐบาลคณะรัฐประหารไปได้พอสมควร แม้คณะรัฐประหารจะพยายามเรียกร้องให้ข้าราชการกลับไปทำงาน แต่ก็ไม่เป็นผล และหนึ่งในมาตรการที่ออกมาเพื่อแก้เผ็ดฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตยคือการไม่ออกพาสปอร์ตให้กับข้าราชการที่ถูกคณะรัฐประหารขึ้นบัญชีดำ โทษฐานหยุดงานประท้วงต่อเนื่องและเข้าร่วมกับขบวนการประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้หลบหนีออกนอกประเทศ
หากเป็นเมื่อก่อน มาตรการที่รัฐบาลทหารพม่าใช้บ่อยคือส่งเจ้าหน้าที่ของตนไปเชิญนักเคลื่อนไหวออกจากสนามบิน และนำตัวไปสอบสวน แต่เนื่องจากในปัจจุบันจำนวนฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหารมีจำนวนมากราว 200,000 คน ดังนั้นการตัดไฟแต่ต้นลมอย่างการส่งบัญชีดำของข้าราชการที่หยุดงานประท้วงไปให้สำนักงานหนังสือเดินทางย่อมเป็นหนทางที่ง่ายที่สุด แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ประท้วงหลายคนที่ถูกจับกุมที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้งระหว่างเดินทางออกนอกประเทศ
หลังการหยุดงานประท้วงเกิดขึ้นไปสักระยะหนึ่ง คณะรัฐประหารก็ออกประกาศไล่ข้าราชการกลุ่มนี้ออกจากงาน ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองที่ย่ำแย่ การหางานของข้าราชการครูหรือแพทย์ภายในพม่าจึงเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ และผลักให้คนกลุ่มนี้ออกไปหางานในต่างประเทศ แต่ด้วยมาตรการที่คณะรัฐประหารไม่ออกหนังสือเดินทาง (หรือไม่ต่ออายุ) ให้กับฝ่ายต่อต้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการที่เปิดหน้าต่อต้านรัฐประหารทุกวันนี้จึงลำบากอย่างยิ่ง
นอกจากการไม่ออกพาสปอร์ตให้กับฝ่ายต่อต้านที่เป็นคนพม่าแล้ว ชาวต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์กองทัพและคณะรัฐประหารก็ถูกขึ้นบัญชีดำ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาวีซ่าเข้าพม่า นับตั้งแต่ทางการพม่าหันมาใช้ระบบสแกนบาร์โค้ดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตม.และกรมการกงสุลตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ถือหนังสือเดินทางพม่าทุกคนได้มาตั้งแต่ปี 2010 หรือในยุครัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตั้งแต่ในยุคเต็ง เส่ง ต่อมาถึงยุครัฐบาล NLD จนถึงปัจจุบัน ขอหนังสือเดินทางหรือวีซ่าเข้าพม่าได้ยากขึ้นมาก
เมื่อเข้าสู่ปีใหม่ สถานการณ์ในพม่ามีแนวโน้มแย่ลงตามลำดับ โดยเฉพาะความพยายามควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศผ่านการออกหนังสือเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา คณะรัฐประหารสั่งปิดสำนักงานขอหนังสือเดินทางทั้งหมดโดยไม่มีการแจ้งเตือนก่อน ทำให้สำนักงานหนังสือเดินทางทั้งหมดปิดทำการแบบไม่มีกำหนด โดยคณะรัฐประหารอ้างว่ามาจากการ ปรับปรุงเทคโนโลยีที่นำมาใช้บริการให้ทันสมัยขึ้น ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงหรือขบวนการต่อต้านรัฐบาลคณะรัฐประหาร ประสบปัญหาไม่สามารถจองคิวเพื่อขอหรือต่อหนังสือเดินทางได้ สำหรับคนส่วนใหญ่ การสมัครขอคิวอาร์โค้ดหรือการเข้าคิวเพื่อทำหนังสือเดินทางต้องใช้เวลานานหลายเดือน หลายคนแม้มีคิวแล้วก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้ทำพาสปอร์ต และต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมร่วมสิบเท่า ก่อนหน้านี้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเอเยนต์ที่รับทำหนังสือเดินทาง ซึ่งจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น สำหรับประชาชนธรรมดาการขอหนังสือเดินทางเพียงเล่มเดียวจึงใช้เวลานานหลายเดือน ไม่นับการขอวีซ่าเข้าหลายประเทศที่ใช้เวลานานเช่นกัน
ประชาชนที่กำลังรอทำหนังสือเดินทางด้วยความหวังไม่รู้เลยว่าสำนักงานหนังสือเดินทางจะกลับมาเปิดเมื่อไหร่ แต่เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลเผด็จการทหารจะให้ประชาชนรอคอยต่อไป โดยไม่มีการให้เหตุผลใดๆ และกระบวนการทำหนังสือเดินทางทั้งหมดหยุดชะงัก แม้แต่ประชาชนที่มีเงินพร้อมจ่ายให้เอเยนต์ก็ไม่สามารถทำหนังสือเดินทางได้ตามปกติ ในปัจจุบันมีรายงานว่าราคาค่าทำหนังสือเดินทางในพม่าพุ่งไปถึง 3 แสนถึง 1 ล้านจ๊าด หรือราว 5 พันถึงเกือบ 2 หมื่นบาทแล้ว และการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่สามารถการันตีอะไรได้อีกต่อไป
ในส่วนของชาวต่างชาติบางส่วนที่ยังอยู่ในพม่า วิธีคิดของชนชั้นนำและคนในกองทัพพม่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาคือพยายามผลักดันคนเหล่านี้ โดยเฉพาะชาวตะวันตก ออกจากพม่าให้มากที่สุด แม้เราจะเคยเห็นชาวตะวันตกหลายคนถูกจับและควบคุมตัวในเรือนจำหลายแห่งทั่วพม่า แต่ในที่สุดเมื่อคณะรัฐประหารและกองทัพได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากรัฐบาลตะวันตกก็มักจะปล่อยตัวบุคคลเหล่านี้ออกไปทั้งหมด ดังที่เคยเห็นในกรณีของแดนนี่ เฟนสเตอร์ นักข่าวชาวอเมริกัน โทรุ คูโบตะ นักข่าวชาวญี่ปุ่น และฌอน เทอร์เนล นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย และอดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของด่อ ออง ซาน ซูจี ซึ่งเมื่อถูกปล่อยตัวก็ถูกขับออกจากพม่าทันที
มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของประชาชนในประเทศ กับการขับชาวต่างชาติออกไปให้ได้มากที่สุดเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐประหารมีความกังวลอย่างมากว่าพม่าจะถูกแทรกแซงจากประเทศอื่นๆ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านเองหรือโลกตะวันตก ที่กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลทหาร สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังจะมีอยู่ต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้ของประชาชน ทั้งในระดับที่เคลื่อนไหวต่อต้านในนามกองกำลังต่างๆ หรือการดิ้นรนของประชาชนคนธรรมดาอื่นๆ จะจบลงเมื่อใด

