
รบ.เกาหลีใต้เจอกระแสตีกลับ หลังเสนอควักเนื้อตัวเอง จ่ายชดเชยเหยื่อแรงงานทาสของญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 12 มกราคม สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนที่จะจ่ายเงินชดเชยให้กับเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกญี่ปุ่นบังคับใช้แรงงาน ในช่วงการยึดครองคาบสมุทรเกาหลีของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นช่วงปี 1910-1945 โดยใช้เงินจากมูลนิธิที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนของเกาหลีใต้เอง แทนที่จะใช้เงินจากบริษัทญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องนั้น ได้เผชิญกระแสตีกลับจากเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ตกเป็นแรงงานทาสของญี่ปุ่น ที่พากันออกมาประท้วงแผนการดังกล่าวของรัฐบาลประธานาธิบดียุน ซอกยอล ของเกาหลีใต้
กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดเผยแผนการนี้ในระหว่างการไต่สวนสาธารณะ ระบุว่า จะจ่ายเงินชดเชยให้กับเหยื่อที่ถูกญี่ปุ่นบังคับใช้แรงงานในอดีต โดยใช้เงินจากบริษัทเกาหลีใต้ที่ได้รับประโยชน์จากสนธิสัญญาปี 1965 ที่ทำให้เกาหลีใต้ได้รับเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ จำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินกู้มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากญี่ปุ่น

มูลนิธิช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกบังคับโดยจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ได้รับเงินบริจาคเบื้องต้นจาก POSCO บริษัทผู้ผลิตเหล็กของเกาหลีใต้ เป็นจำนวนเงินรวม 4 พันล้านวอน (ราว 106 ล้านบาท) แล้ว แต่ทาง POSCO ยังไม่ได้ตอบกลับเมื่อมีการสอบถามความเห็นในเรื่องนี้ไป
ขณะที่ นายฮิโรคาสุ มัตสึโนะ หัวหน้าเลขานุการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนการนี้ของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยกล่าวว่าเป็นเรื่องภายในประเทศของเกาหลีใต้เอง
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อที่ถูกบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีใต้ ที่ต้องการการจ่ายเงินชดเชยและคำขอโทษโดยตรงจากบริษัทญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้อง
คิม ยอง-ฮวาน ซึ่งทำงานร่วมกับอดีตแรงงานทาสเกาหลีใต้ กล่าวว่า “พวกเขาต้องการคำขอโทษและค่าชดเชยเพื่อเป็นการพิสูจน์คำขอโทษ เพราะพวกเขาไม่มีทางอื่นที่จะได้รับการชดเชยสำหรับวัยหนุ่มสาวที่พวกเขาได้สูญเสียไป”
ทั้งนี้ ในปี 2018 ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้มีคำสั่งให้บริษัทเอกชนญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชยให้กับอดีตแรงงานบังคับ แม้มีเหยื่อเกาหลีใต้ 15 รายชนะคดีนี้ แต่ยังไม่มีใครที่ได้รับการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว
ขณะที่การไต่สวนสาธารณะนี้มีขึ้นในห้วงเวลาที่รัฐบาลยุน ซอกยอล พยายามที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมากขึ้น ท่ามกลางการเผชิญภัยคุกคามความมั่นคงร่วมกันจากเกาหลีเหนือ
