สถานทูตอินเดียจัดงาน ‘วันประวาสี ภารติยะ-วันภาษาฮินดีโลก’ ฉลองความสำเร็จให้กับชาวอินเดียพลัดถิ่น
เมื่อวันที่ 10 มกราคม สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ได้จัดงานเฉลิมฉลองวันประวาสี ภารติยะ และวันภาษาฮินดีโลก ประจำปี 2023 โดยวันประวาสี ภารติยะ ตรงกับวันที่ 9 มกราคม และวันภาษาฮินดีโลก ตรงกับวันที่ 10 มกราคมของทุกปี ทางสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยจึงจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อเฉลิมฉลองให้กับทั้ง 2 วันสำคัญของชาวอินเดียพร้อมกันในงานเดียว ซึ่งมีนักศึกษา อาจารย์ และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วม
โดยกิจกรรมเริ่มจากนายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย และนาย Amit Waikar เจ้าของรางวัล Pravasi Bharatiya Samman Award ปี 2019 ร่วมกันจุดเทียนเพื่อเปิดงานดังกล่าว
จากนั้นท่านเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ขึ้นกล่าวในพิธีเปิดว่า “วันนี้เรามาเพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญทั้งสองพร้อมกันในงานเดียว วันประวาสี ภารติยะ คือวันที่เราระลึกถึงการที่ มหาตมะ คานธี เดินทางจากแอฟริกาใต้กลับมาสู่อินเดีย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 1915 อีกทั้งยังเป็นวันที่เราจะเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จและคุณูปการของชาวอินเดียพลัดถิ่นทั่วโลก หลายคนได้เติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ธุรกิจ หรือ การเมือง และเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศอินเดียพัฒนาขึ้นมาก”

ท่านทูตเผยว่า วันประวาสี ภารติยะ ครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นโดยทางการของอินเดียในปีนี้มีขึ้นในเมืองอินดอร์ รัฐมัธยประเทศ และธีมงานของปีนี้คือ “ชาวอินเดียในต่างแดน ช่วยให้อินเดียสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น” โดยธีมงานที่ว่านี้่หมายความว่าอินเดียไม่ต้องการที่จะตัดขาดกับโลกภายนอก เพียงแต่ต้องการที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน สร้างระบบ และโครงสร้างของประเทศให้ยืดหยุ่นเพียงพอที่จะอยู่รอดท่ามกลางปัญหาต่างๆ และยืนหยัดได้ดีพอที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศอื่นๆได้
ท่านทูตกล่าวถึงที่มาของธีมหลักของงานประวาสี ภารติยะ ในปีนี้ว่าเนื่องจาก นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดียมองเห็นว่า คนเชื้อสายอินเดียในต่างแดนสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศอินเดียได้ เพื่อสู้กับปัญหาต่างๆ ไม่ใช่แค่ของอินเดีย แต่เป็นของโลกทั้งใบ ผ่านการทำงานร่วมกับชาวอินเดียในต่างแดน หรือแม้แต่เพื่อนพ้องของพวกเขาที่อาจมาจากชาติอื่น เช่น ไทย เวียดนาม กัมพูชา ดังเช่นคำขวัญของการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม จี20 ที่จะมีขึ้นในกรุงนิวเดลี ของอินเดียในวันที่ 9 และ 10 กันยายนปีนี้ ว่า “One Earth . One Family . One Future” หรือ โลกใบเดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน อนาคตเดียวกัน
นอกจากนั้นแล้ว ท่านทูตได้กล่าวขอบคุณชาวอินเดียในไทยที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศอินเดียให้แก่ชาวไทยได้รับรู้

สุดท้ายนี้ ท่านทูตได้กล่าวถึง วันภาษาฮินดีโลก ซึ่งตรงกับวันที่จัดกิจกรรม ว่า ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่รวมประเทศอินเดียเข้าด้วยกันแม้จะมีความหลากหลายทางภาษาในอินเดีย “เรามีความพยายามที่จะเผยแพร่ภาษานี้ออกไปทั่วโลก ให้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายขึ้น ในไทย เราโชคดีมากที่ได้รับการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน เช่น มหาวิทยาลัยในไทยที่ช่วยส่งเสริมการใช้ภาษาฮินดีให้แพร่หลายยิ่งขึ้น”
กิจกรรมต่อมาในงานคือการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของนาย Amit Waikar ที่กล่าวถึงประสบการณ์ และความภูมิใจที่ได้รับรางวัล Pravasi Bharatiya Samman Award ในปี 2019 จากนั้น นางสาวกัญญาวีร์ แหยมไทย นักศึกษาชาวไทยที่ได้รับทุน ไอซีซีอาร์ จากรัฐบาลอินเดียเพื่อไปศึกษาต่อในหลักสูตรระดับปริญญาโท สาขาวิชาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ภาษาฮินดี ที่มหาวิทยาลัย Savitribai Phule Pune University ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2020 ได้กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีในหัวข้อ การศึกษาภาษาฮินดีในประเทศไทยในปัจจุบัน และการส่งเสริมการเรียนภาษาฮินดีในหมู่นักศึกษาไทย

นางสาวกัญญาวีร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการศึกษาภาษาฮินดีของตนเองเมื่อ 6 ปีก่อน รวมถึงอุปสรรคและความยากลำบากที่เคยประสบในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ภาษาฮินดียังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แตกต่างจากในปัจจุบันที่ผู้คนหันมาเรียนภาษาฮินดีกันมากขึ้น นางสาวกัญญาวีร์รู้สึกว่ากระแสความนิยมภาษาฮินดีในปัจจุบันของคนไทยเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจับตามองอย่างยิ่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้คนหันมาเรียนรู้ภาษาฮินดีมากขึ้น น่าจะมาจากการที่คนไทยรับรู้วัฒนธรรมอินเดียในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ อย่าง การท่องเที่ยว ภาพยนตร์ เพลง และอาหาร อีกทั้งตนยังรู้สึกมั่นใจว่ากระแสภาษาฮินดีจะโตมากขึ้น จนกลายเป็น เวิลด์ฮินดี หรือภาษาที่ทุกคนให้ความสนใจในการเรียนเท่ากับภาษาอื่นๆ อีกทั้งภาษาฮินดียังเป็นช่องทางหนึ่งในการประกอบอาชีพเนื่องจากในปัจจุบันมีคนอินเดียเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมากซึ่งส่งผลให้ความต้องการผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาฮินดีได้เพิ่มมากขึ้น
นางสาวกัญญาวีร์ เผยกับผู้สื่อข่าวของมติชนหลังขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ว่า อย่างไรก็ดีความยากลำบากในการเรียนภาษานี้ยังคงปรากฏอยู่ หนึ่งในนั้นคือการขาดชุมชนทางภาษา หากประเทศไทยมีช่องทางที่ทำให้สามารถสื่อสารภาษาอินเดียได้มากขึ้น คงจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ภาษาดังกล่าวเช่นกัน ส่วนความประทับใจแรกของการเรียนภาษาฮินดีของนางสาวกัญญาวีร์นั้น คือการที่ตนสามารถใช้ภาษานั้นได้จริงๆ กับคนอินเดียจริงๆ ในการเดินทางไปประเทศอินเดียครั้งแรกของตน รวมถึงเมื่อตอนกลับมาที่ประเทศไทยแล้วพบว่าคนไทยมีความสนใจและสามารถใช้ภาษาฮินดีได้มากขึ้น ส่วนสิ่งที่นางสาวกัญญาวีร์ ประทับใจมากที่สุด คือ คนอินเดีย “ของดีของอินเดียคือคนอินเดีย” ที่ช่วยให้ตนได้เรียนรู้วัฒนธรรมและธรรมชาติของผู้คนอย่างลึกซึ้ง ผ่านวิธีการและมุมมองการใช้ชีวิตที่โดดเด่นและแตกต่างของคนอินเดีย รวมถึงทำให้ตนสามารถเรียนรู้และตกตะกอนเรื่องภายในจิตใจของตนเองได้อย่างดี

ภายในงานเฉลิมฉลองวันประวาสี ภารติยะ และวันภาษาฮินดีโลก ในครั้งนี้ มีการแสดงต่างๆ ที่ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมของชาวอินเดีย อาทิ การแสดงจากศูนย์วัฒนธรรมอินเดีย (SVCC) ที่สนับสนุนโดยสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ที่มีเนื้อหาการแสดงหลักคือการส่งเสริมการใช้สินค้าของอินเดีย ตามด้วยการขับร้องบทเพลงโดยนางสาวสุปรีชญา จับใจ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในบทเพลงที่มีชื่อว่า Vaaste ที่ขับร้องโดย Dhvani Bhanushali และ Nikhil D’Souza ปิดท้ายช่วงการแสดงด้วย การโชว์เต้นรำบิฮู โดยสมาชิกของศูนย์วัฒนธรรมอินเดีย (SVCC)
งานเฉลิมฉลองดังกล่าวปิดท้ายด้วยการมอบรางวัล PBD Awards ให้แก่ผู้ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและอินเดีย และชาวอินเดียพลัดถิ่นที่มีความสำคัญ โดยท่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทยให้เกียรติขึ้นมอบรางวัล พร้อมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก


