หน้าแรก ต่างประเทศ ไอ้ต้าวอ้วง! ...

ไอ้ต้าวอ้วง! พบ “คางคกอ้อยยักษ์” กลางป่าออสเตรเลีย ชี้อาจทุบสถิติโลก

20.01.23 | 17:04 น.
AFP PHOTO / Queensland Department of Environment and Science

ไอ้ต้าวอ้วง! พบ “คางคกอ้อยยักษ์” กลางป่าออสเตรเลีย ชี้อาจทุบสถิติโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์และบีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 20 มกราคมว่า เจ้าหน้าที่อุทยานพบคางคกอ้อย ขนาดมหึมากลางอุทยานแห่งชาติคอนเวย์ ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าคางคกยักษ์ตัวนี้มีฉายาว่า Toadzilla และอาจทำลายสถิติโลก กลายเป็นคางคกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คางคกอ้อยยักษ์ตัวดังกล่าวถูกพบโดย ไคลีย์ เกรย์ เจ้าหน้าที่อุทยาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม ในขณะที่เธอและทีมงานกำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเกรย์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ เอบีซี ของออสเตรเลียว่า เธอแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง “ฉันไม่เคยเห็นอะไรที่มันใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย มันดูเหมือนลูกบอลมีขา เราเลยเรียกมันว่า Toadzilla”

เกรย์และทีมงานจับเจ้าคางคกอ้อยยักษ์ที่ว่านี้กลับมาที่สำนักงาน โดยพบว่าคางคกอ้อยยักษ์ตัวดังกล่าวเป็นเพศเมีย และมีขนาดใหญ่กว่าคางคกอ้อยทั่วไปถึง 6 เท่า มีน้ำหนักมากถึง 2.7 กิโลกรัม ซึ่งอาจทำลายสถิติคางคกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสถิติปัจจุบันตกเป็นของคางคกที่ถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในประเทศสวีเดนในปี 1991 ที่มีชื่อว่า ปรินเซน ซึ่งมีน้ำหนัก 2.65 กิโลกรัม

เกรย์ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าคางคกยักษ์ตัวนี้มีขนาดมหึมา อาจมาจากการกินแมลง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมากจนเกินไป “คางคกอ้อยขนาดเท่านี้สามารถกินทุกอย่างที่พอดีกับปากของมันได้” เกรย์กล่าว อย่างไรก็ดี เธอไม่ทราบแน่ชัดว่าคางคกยักษ์ที่เธอพบนั้นมีอายุเท่าใด แต่เธอคาดว่า Toadzilla คงมีอายุมากแล้ว

คางคกอ้อยถูกจัดว่าเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ทำลายระบบนิเวศของแดนจิงโจ้ โดยถูกนำเข้ามาครั้งแรกในปี 1935 เพื่อนำมาช่วยควบคุมปริมาณด้วงอ้อย และแมลงอื่นๆ ในประเทศ แต่ต่อมา ประชากรของคางคกอ้อยในออสเตรเลียก็เพิ่มขึ้นอย่างมากจนเหนือการควบคุม ทั้งนี้ คางคกอ้อย ไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติในออสเตรเลีย แถมยังไปคุกคามประชากรของสัตว์พื้นเมืองชนิดอื่นๆ อีกด้วย

Advertisement

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เจ้า Toadzilla ได้ถูกทำให้ตายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมาตรการทั่วไปของออสเตรเลีย ที่ระบุว่าคางคกจะต้องถูกฆ่าเนื่องจากเป็นสัตว์ที่ทำอันตรายต่อระบบนิเวศ ร่างของเจ้าคางคกอ้อยตัวนี้จะถูกมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ควีนส์แลนด์ เพื่อนำไปวิจัยต่อไป