เส้นทางมิตรภาพ 2 ทศวรรษ
ไทย – ติมอร์-เลสเต
และก้าวต่อไปในอนาคต
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 40 และครั้งที่ 41 ได้มีมติเห็นชอบร่วมกันและรับรองในหลักการที่จะรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน
ลำดับที่ 11 ในอนาคต หลังจากนี้ อาเซียนจะวางแผนขั้นตอนในการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นคนไทยคงจะได้ยินชื่อและข่าวคราวเกี่ยวกับ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต” หรือ “ติมอร์-เลสเต (ติมอร์ฯ)” บ่อยขึ้น และติมอร์ฯ ก็จะมีบทบาทในภูมิภาคของเรามากขึ้นเป็นลำดับ
ทราบหรือไม่ว่า ในปี 2565 ไทยกับติมอร์-เลสเต ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาครบ 20 ปีพอดิบพอดี เมื่อไม่นานมานี้กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center: ISC) และศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ใช้โอกาสครบดังกล่าวจัดงานเสวนาวิชาการ “เส้นทางมิตรภาพ 2 ทศวรรษ ไทย -ติมอร์-เลสเต และก้าวต่อไปในอนาคต” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – ติมอร์ฯ โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติศาสตร์บทบาทของไทยในด้านการรักษาสันติภาพและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในติมอร์ฯ ทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตั้งแต่อดีต จนถึงโอกาสและศักยภาพในการขยายความร่วมมือในอนาคต โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน และการเตรียมการให้ติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน

ในงานมีการเปิดตัวหนังสือรวมบทความจากผู้เชี่ยวชาญและมีบทบาทโดยตรงเกี่ยวกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รวมถึงภารกิจรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ และมีเกร็ดน่าสนใจที่หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ครอบคลุมเรื่องราวทั้งด้านประวัติศาสตร์ การต่างประเทศ สังคมวัฒนธรรมของติมอร์ฯ ร้อยเรียงได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม ย้อนภาพเสมือนหลุดไปอยู่ในโลกอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งช่วยให้เราได้รู้จักกับติมอร์ฯ ประเทศที่มีอายุน้อยที่สุดในทวีปเอเชียให้ดีขึ้น
งานเสวนาครั้งนี้ แบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงแรกเน้นความสัมพันธ์ระหว่างไทย – ติมอร์ฯ ในระยะเริ่มต้น โดยมีบุคคลสำคัญของไทยที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในติมอร์ฯ ในช่วงดังกล่าวมาแบ่งปันประสบการณ์ อาทิ พลโทนพดล มังคละทน อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก นายกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลีคนแรกของไทย นายสุรพงศ์ ชัยนาม อดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ร่วมวางนโยบายในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับติมอร์ฯ ในตอนนั้น และ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วยปูพื้นบริบทย้อนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศติมอร์ฯ ตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคมจนถึงยุคอาณานิคม ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าไปมีบทบาทร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพ บริบททางการเมืองระหว่างประเทศซึ่งมีผลในภูมิภาคขณะนั้น โดยเฉพาะแนวคิดการต่อสู้ระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์กับระบอบทุนนิยมกับการชิงผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประสบการณ์ในการจัดตั้งที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลีในปี 2545 บนเรือ เนื่องจากในประเทศติมอร์ฯ ตอนนั้น ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการตั้งสำนักงาน เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้ที่แปลกและน่าสนใจมากมายจากประสบการณ์การทำงานที่แม้จะยากลำบาก แต่น่าจดจำและมีความประทับใจอย่างยิ่ง

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-ติมอร์ฯ ในปัจจุบันและโอกาสในอนาคต โดยมีวิทยากรที่ติดตามพัฒนาการและมีความเกี่ยวข้องกับติมอร์ฯ ในปัจจุบัน อาทิ นายสุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีแนวประวัติศาสตร์มุมมองใหม่และกองบรรณาธิการนิตยสารสารคดีบอกเล่าเรื่องราวจากมุมมองของภาคประชาชน น.ส.วินิตา จามิกรณ์ กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและศักยภาพทางเศรษฐกิจของติมอร์ฯ และ นายเอกพล พูลพิพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี ร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์ในปัจจุบันและแนวโน้มต่อไปในอนาคต
ติมอร์ฯ เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยมาโดยตลอด โดยทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ติมอร์ฯ ได้ประกาศฟื้นฟูเอกราช
โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545 และมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี ประจำการที่ติมอร์ฯ มาแล้วถึง 8 คน คนปัจจุบัน คือ นายเอกพล พูลพิพัฒน์ ในขณะที่ติมอร์ฯ ได้ส่ง
เอกอัครราชทูตติมอร์ฯ มาประจ าการในไทยแล้ว 3 คน ซึ่งคนปัจุบันคือ นายจูเว็งซียู ดือ จือซุช มาร์ติงช์ นอกจากนี้ ติมอร์ฯ ได้ตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ติมอร์ฯ ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อปี 2561 โดยมีเขตกงสุลครอบคลุม 5 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร เพชรบุรี ระนอง และสุราษฎร์ธานีโดยมีน.ส.วินิตา ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ติมอร์ฯ

แม้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันจะริเริ่มขึ้นในปี 2545 แต่แท้จริงแล้ว ความผูกพันระหว่างไทยกับติมอร์ฯ เริ่มขึ้นก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไทยเข้าร่วมภารกิจในการรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ ในปี2542
โดยประเทศไทยเข้าร่วมทั้งในภารกิจภายใต้กองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force in East Timor: INTERFET) ภายใต้การนำของออสเตรเลีย และภารกิจกับสหประชาชาติอาทิ ภารกิจรักษา
สันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UN Mission in East Timor: UNAMET) กองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force in East Timor: INTERFET) ภารกิจการเปลี่ยนถ่ายการบริหารในติมอร์ตะวันออก (UN Transitional Administration in East Timor: UNTAET) และภารกิจสนับสนุนของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UN Mission of Support in East Timor: UNMISET) ซึ่งมีนายทหารไทยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการภารกิจหลายนาย ชาวติมอร์ฯ จึงมีภาพจำที่ดีและมีความประทับใจเกี่ยวกับประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบัน ไทยกับติมอร์ฯ เป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน โดยไทยเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนากับติมอร์ฯ เพื่อสนับสนุนให้ติมอร์ฯ ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศหลังจากได้รับเอกราช โดยเน้นสาขาความร่วมมือ 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเกษตรและประมง การศึกษา สาธารณสุข การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยมีความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน เช่น การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาของติมอร์ฯ การฝึกอบรมครู และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาระหว่างกัน และเราอาจได้พบเจอนักศึกษาติมอร์ฯ มาศึกษาในไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันติมอร์ฯ มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และมหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนั้น ไทยและติมอร์ฯ ยังสามารถขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศมีการค้าระหว่างกันระดับหนึ่ง จนในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า
การค้าไทยกับติมอร์ฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 1,251 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด โดยไทยส่งออกไปติมอร์ฯ มูลค่า 8.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่นำเข้าจากติมอร์ฯ 39.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าที่ไทยนำเข้าเพิ่มคือน้ำมันดิบ ซึ่งเพิ่งเริ่มนำเข้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานอีกทางหนึ่ง หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ส่งผลต่อราคาและปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ติมอร์ฯ ยังพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และอาจมีโอกาสขยายตัวได้อีก จึงเห็นได้ว่าประเทศเล็ก ๆ อย่างติมอร์ฯ มีศักยภาพอีกมาก โดยสะท้อนให้เห็นจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยปริมาณ FDI ของติมอร์ฯ ในปี 2561 – 2563 อยู่ที่ราว 70 – 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ FDI ในติมอร์ฯ ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 40 – 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ ปัจจุบัน ติมอร์ฯ กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงท่าเรือกรุงดิลีจากเดิมที่เป็นท่าเรือขนส่งให้กลายเป็นท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการของผู้ประกอบการไทยด้วย

เมื่อมองไปในอนาคต หากติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มตัวแล้ว และเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศโดยรวม ก็จะสามารถช่วยเสริมส่งประชาคมอาเซียนอย่างรอบด้าน
ประกอบกับติมอร์ฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portuguese Speaking Countries: CPLP) ซึ่งมีสมาชิก 9 ประเทศ (รวมถึงประเทศที่มีประชากรจำนวนมากอย่างบราซิลด้วย) หากมีการเชื่อมโยงกับอาเซียน ก็จะทำให้ขยายโอกาสของทั้งสองกลไกความร่วมมือได้ ติมอร์ฯ จึงสามารถช่วยเสริมอาเซียนได้อีกมาก อีกทั้ง นายจูแซ รามุส ออร์ตา ประธานาธิบดีติมอร์ฯ คนปัจจุบันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูง มีวิสัยทัศน์และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีระหว่างประเทศ ติมอร์ฯ จึงมีศักยภาพที่จะเติบโตก้าวหน้าและมีบทบาทในประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
ไทยในฐานะมิตรประเทศที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ก็ย่อมยินดีกับพัฒนาการเหล่านี้ และพร้อมจะเดินหน้าไปด้วยกัน ดังนั้น หากคนไทยจะใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักและเรียนรู้ศักยภาพของติมอร์ฯ รวมทั้งแสวงหาลู่ทางเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกันอย่างเต็มที่ เส้นทางมิตรภาพไทย-ติมอร์ฯ ต่อจากนี้นอกจากจะมีความใกล้ชิดกันแล้ว ก็จะมีพลวัตมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาคประชาชน
สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องติมอร์ฯ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “เส้นทางมิตรภาพ 2 ทศวรรษ ไทย -ติมอร์-เลสเต” ที่ https://www.dropbox.com/s/036t7717b8gtdgl/aw_ไทยติมอร์_ebook_final.pdf?dl=0

