ฝรั่งเศส-เยอรมนี ย้ำต้องร่วมมือผลักดันยุโรป แม้เห็นไม่ตรงกันในประเด็นยูเครน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 23 มกราคม ว่า โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พยายามที่จะตอกย้ำความสำคัญของการเป็นพันธมิตรของ 2 ประเทศ เมื่อวันที่ 22 มกราคม ระหว่างที่โชลซ์เดินทางเยือนฝรั่งเศส เนื่องในโอกาสฉลองการครบรอบ 60 ปีของความร่วมมือระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสภายหลังสิ้นสุดสงคราม แม้ว่าจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างชาติทั้ง 2 จากกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน
ในการกล่าวปราศรัยที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ กรุงปารีส ในวันดังกล่าว แม้ว่าจะมีแรงกดดันให้เยอรมนีส่งรถถังเลโอพาร์ท 2 แก่ยูเครนจะเพิ่มขึ้น แต่โชลซ์กลับไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ และยืนกรานว่าพันธมิตรทุกชาติจะต้องทำงานร่วมกัน
ขณะที่มาครง ซึ่งได้ตัดสินใจส่งรถถังเบาให้กับยูเครนแสดงความชัดเจนว่าฝรั่งเศสกำลังพิจารณาที่จะส่งรถถังหนักไปยังยูเครนเพิ่มเติม “สำหรับรถถังเลอเคลิกส์ ผมได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการแล้ว ซึ่งมันไม่มีข้อยกเว้นใดๆ” มาครงกล่าว
นอกเหนือจากแนวทางที่แตกต่างกันข้างต้น ความคิดที่ไม่ตรงกันทั้งในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ประเด็นด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ว่าผู้นำทั้ง 2 มีเคมีที่ไม่เข้ากัน ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขึ้น
อย่างไรก็ดี โชลซ์ยังระบุว่า การยึดมั่นต่อความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนยุโรป
“อนาคต เช่นเดียวกับอดีต ขึ้นอยู่กับการร่วมมือของประเทศพวกเราทั้งสอง ในฐานะพลังแห่งการขับเคลื่อนยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง” โชลซ์กล่าว
สอดคล้องกับที่มาครงกล่าวว่า “เยอรมนีและฝรั่งเศสจะต้องเป็นผู้บุกเบิกในการเปิดตัวยุโรปอีกครั้ง จากการที่ทั้ง 2 ชาติได้เปิดทางไปสู่การปรองดอง”
นอกจากนี้ แอนนาลีนา แบร์บ็อค รัฐมนตรีการต่างประเทศเยอรมนี แสดงความชัดเจนในภายหลังว่า เยอรมนีจะไม่สกัดกั้นโปแลนด์ ที่ต้องการจะส่งรถถังเลโอพาร์ทจำนวน 14 คัน จากคลังอาวุธของประเทศตนไปยังยูเครน
ขณะที่มาเตอุช มอราวีเอ็กสกี นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ กล่าวว่า ตนกำลังรอ “คำแถลงการณ์ที่ชัดเจน” จากเยอรมนี ว่าประเทศต่างๆ สามารถส่งรถถังเลโอพาร์ทซึ่งกรุงเบอร์ลินเป็นผู้ผลิตไปยังยูเครนได้หรือไม่

