ยอดดับระเบิดสุเหร่าปากีฯ พุ่ง 92 จนท.ยังมึน ผู้ก่อเหตุผ่านแนวกั้นได้อย่างไร
สำนักข่าวรอยเตอร์ และเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 31 มกราคมว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในสุเหร่าแห่งหนึ่งในเมืองเปชวาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศปากีสถานเมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) ได้เพิ่มขึ้นเป็น 92 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 170 ราย ซึ่งหลายรายอาการสาหัส ขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายไหนออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุสลดครั้งนี้
สำนักข่าวบีบีซีระบุว่า สุเหร่าดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณที่มีการคุ้มกันความปลอดภัยแน่นหนาที่สุดในเมืองเปชวาร์ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานหน่วยข่าวกรอง และสำนักงานปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย
เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างช่วงการสวดมนต์กลางวัน หลังมือระเบิดสามารถผ่านแนวกั้นหลายชั้นของกองกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อเข้าไปยังจุดเกิดเหตุภายในสุเหร่า ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก Ijaz Khan ผู้บัญชาการสถานีตำรวจเมืองเปชวาร์ ให้รายละเอียดว่า มีผู้คนอยู่ภายในสุเหร่าดังกล่าวราว 400 คนขณะเกิดเหตุ แรงระเบิดทำให้ชั้นบนของสุเหร่าถล่มลงมาทับเหยื่อให้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
Khan ให้ข้อมูลว่า มีความหละหลวมของการรักษาความปลอดภัยในขณะที่ผู้ก่อเหตุได้ผ่านแนวกั้นเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่สุดของสุเหร่า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่าเพราะเหตุใดมือระเบิดคนดังกล่าวจึงผ่านแนวกั้นเข้าไปก่อเหตุได้ และมีเจ้าหน้าที่คนใดให้ความช่วยเหลือมือระเบิดหรือไม่
Bilal Ahmad Faizi โฆษกของ 1122 ซึ่งเป็นหน่วยงานกู้ภัยของปากีสถานกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “เช้านี้เราจะทำการยกชิ้นส่วนหลังคาที่ถล่มลงมาชิ้นสุดท้ายออก เพื่อที่เราจะสามารถนำร่างของเหยื่อออกมาได้ แต่เราคาดว่าคงไม่พบผู้รอดชีวิตเพิ่ม”
ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในเมืองเปชวาร์ ตั้งแต่เหตุระเบิดฆ่าตัวตายในสุเหร่ามุสลิมชีอะห์ เมื่อเดือนมีนาคม 2022 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 58 ราย
ด้านนายเซห์บาซ ซารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ได้ออกมาประณามเหตุโจมตีดังกล่าวแล้ว โดยกล่าวว่า “ปากีสถานท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้า ผมไม่ต้องสงสัยเลยว่าการก่อการร้ายคือความท้าทายด้านความมั่นคงของชาติที่สำคัญที่สุด”
เช่นเดียวกับนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ออกมาประณามเหตุสลดดังกล่าวเช่นกัน ว่า “เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ที่เหตุโจมตีเช่นนี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เอาไว้ใช้ประกอบพิธีสวดมนต์”

