ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารขึ้นในพม่า ผู้เขียนกล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบและผลกระทบที่มีต่อทุกภาคส่วนแทบทุกสัปดาห์ เพราะเชื่อว่าพม่าจะกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ก็ต้องมีความสงบในระดับหนึ่งก่อน แต่สภาพการณ์ที่ประชาชนในพม่าต้องเจอทุกวันนี้ห่างไกลความสงบอยู่มาก หลายสิบปีมานี้ เกิดสงครามกลางเมืองทั่วทุกหย่อมหญ้า กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ หรือที่เรียกว่า EAOs (Ethnic Armed Organizations) หลายกลุ่มต่างฝ่ายต่างต่อสู้กับกองทัพพม่าเพื่อเป้าหมายของตนเอง เมื่อกองกำลังทุกกลุ่มล้วนมี “ธง” เป็นของตนเอง การเจรจาสันติภาพกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศจึงเกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อรัฐบาลพลเรือนภายใต้พรรค NLD เข้ารับตำแหน่งในต้นปี 2016 ก็มีความพยายามเจรจากับกองกำลังทั่วประเทศ และเกิดเป็นการประชุมที่เรียกกันว่า “การประชุมปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21” ขึ้นหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกองกำลังทุกกลุ่มได้
ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้การเจรจาสันติภาพในพม่าล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเพราะกองกำลังหลายกลุ่มมองว่ากองทัพพม่าเป็นศัตรู มิได้มองว่าเป็นเพื่อนร่วมชาติแต่อย่างใด ในพม่า สำนึกด้านชาติพันธุ์จึงสำคัญกว่าสำนึกความเป็นชาติเสมอ เช่นเราพบปะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถือสัญชาติ “เมียนมา” แต่เลือกที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนฉาน คนกะเหรี่ยง คนกะฉิ่น หรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ในท้ายสุดกองทัพพม่าก็กลับมาสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์อีก เรียกว่าแผลใจนี้ไม่สามารถประสานได้ง่ายๆ และความขัดแย้งนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย รวมทั้งความตั้งใจอย่างแรงกล้าของทุกฝ่ายที่จะยุติความขัดแย้งนี้ กองทัพเองก็ต้องยืดหยุ่นบ้างมอบข้อเสนอให้กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อจะเดินหน้าการเจรจาสันติภาพต่อไปได้
หลังรัฐประหารปี 2021 สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้ออยู่แล้วซับซ้อนขึ้นอีกหลายระดับ เพราะในตอนนี้ กองทัพพม่าไม่ได้ต่อสู้กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ต้องรบกับกองกำลังประชาชน PDF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่จากในเมือง ที่หนีเข้าป่าไปเพื่อฝึกฝนด้านการทหารกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างคณะรัฐประหารและนำประชาธิปไตยกลับคืนมาให้จงได้ ในมุมมองของผู้นำระดับสูงของกองทัพ แม้ PDF จะมีกำลังไม่มากนัก และไม่ได้มีศักยภาพเท่ากับกองกำลังขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น AA ของอาระกัน KIA ของกะฉิ่น หรือ KNU ของกะเหรี่ยง แต่ผู้คนที่เข้าร่วมกับ PDF เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความมุ่งมั่น และพร้อมจะสละชีวิตเพื่อยึดอำนาจกลับคืนมาให้ได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับปฏิบัติการของ PDF และกลายเป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลคู่ขนาน NUG ในฐานะผู้บังคับบัญชา PDF โดยตรง (โดยมากกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วพม่าประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ฝ่ายการเมือง ส่วนหนึ่งลงชิงชัยในการเลือกตั้งระดับชาติ และอีกส่วนหนึ่งตั้งตนเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารพื้นที่ของตนเอง เช่นกรณีของ KIO ของกะฉิ่น และอีกส่วนหนึ่งคือฝ่ายกองทัพ หรือกองกำลังติดอาวุธ ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารพม่าในปัจจุบันก็มี NUG (National Unity Government) เป็นฝ่ายการเมือง มีบทบาทเด่นๆ คือระดมทุน ล็อบบี้ให้ประชาคมโลกร่วมกันกดดันและคว่ำบาตรคณะรัฐประหาร/กองทัพพม่า และในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารทรัพยากรทั้งหมดที่มีและประสานงานกับฝ่ายกองทัพ หรือ PDF เพื่อเป้าหมายปลายทางคือการนำพม่ากลับสู่แนวทางประชาธิปไตยอีกครั้ง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือมีกองกำลัง PDF เพิ่มมากขึ้น และหลายกลุ่มเริ่มมีปฏิบัติการเป็นของตนเอง และพยายามสลัดจากสายบังคับบัญชาของ NUG และเกิดกรณีที่ PDF สังหารประชาชนที่ตนสืบทราบว่าเป็นสายให้กองทัพ ในขณะเดียวกันก็มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหาร จากการกวาดล้างผู้นำชุมชนหรือประชาชนในระดับอื่นๆ ที่รายงานข่าวความเคลื่อนไหวของ PDF ให้กองทัพทราบ เมื่อไม่นานมานี้ NUG เพิ่งส่งจดหมายถึงสำนักงานใหญ่อาเซียน ขอให้อาเซียนรับรองสถานการณ์เป็นผู้แทนที่ชอบธรรมของพม่าในอาเซียน ภายหลังอาเซียนมีมติบอยคอตไม่ให้ผู้นำระดับสูงของคณะรัฐประหารพม่าเข้าประชุมผู้นำระดับสูงของอาเซียน โดย NUG ยืนยันกับอาเซียนว่าจะพยายามกำกับควบคุมไม่ให้การสู้รบกับกองทัพพม่ามีผลกระทบกับพลเรือน แต่เมื่อเกิดกรณีที่ PDF สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ NUG กลับเพิกเฉย และไม่เคยออกแถลงการณ์ประณามหรืออธิบายเหตุผลใดๆ ให้สาธารณชนรับทราบ ยกตัวอย่างล่าสุด PDF สาขาพะโคขุ (Pakokku) พยายามสังหารผู้ใหญ่บ้านคนนึง แต่ปฏิบัติการนี้กลับทำให้ภรรยาและบิดาของผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต ในขณะที่ผู้ใหญ่บ้านหนีไปได้
ปฏิบัติการของ PDF ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เกิดคำถามขึ้นมาหลายเดือนแล้วว่าแนวทางการ “ปะฉะดะ” ที่มุ่งลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐ คนที่ให้ข้อมูลกับกองทัพ รวมไปถึงคนในครอบครัวของคนเหล่านี้ด้วย เป็นแนวทางที่รัฐบาล NUG สนับสนุนจริงหรือ หน้าที่หลักของ NUG คือการต่อต้านคณะรัฐประหารและกองทัพพม่า และให้ภาพว่าตนคือผู้พิทักษ์หลักสิทธิมนุษยชน และมุ่งสร้างสาธารณรัฐยุคใหม่ที่มีความเท่าเทียม แต่เมื่อปฏิบัติการของกองกำลังภายใต้ NUG คือการแก้แค้นแบบไม่เลือกหน้าเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะเกิดความขัดแย้งภายใน NUG และขบวนการที่เรียกรวมๆ ว่า “ขบวนการฝั่งประชาธิปไตย” ในพม่า และจะยิ่งทำให้ขบวนการอ่อนแอลงในที่สุด
ในช่วงแรก ขบวนการต่อต้านรัฐประหารอิงแนวทางอหิงสาหรือการไม่ใช้ความรุนแรง เราเห็นข้าราชการครู แพทย์ หรือคนกลุ่มอื่นๆ ต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหารนัดหยุดงาน เราเห็นประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนเดินขบวนประท้วง และมีหลายคนที่สูญเสียชีวิต แต่เมื่อสันติวิธีไม่สามารถนำพม่ากลับไปเป็นประชาธิปไตยได้ จึงเริ่มมีผู้ร่วมขบวนการที่เห็นว่าต้องใช้ความรุนแรง และต้องแก้แค้นผู้สมคบคิดกับคณะรัฐประหารให้ถึงที่สุด สภาพในพม่าในปัจจุบันจึงไม่ต่างจากสมรภูมิในสงคราม ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งมีความโกรธแค้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เหมือนกับอินโดนีเซียในช่วงปี 1965-1966 หรือในยุคของเขมรแดงก็เป็นได้
ความพยายามของ NUG คือการเข้าหารัฐบาลต่างชาติ และล็อบบี้เพื่อให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าไปแทรกแซงการเมืองในพม่า หรือพูดแบบง่ายๆ คือให้รัฐบาลสหรัฐ หรือสหประชาชาติ ช่วยส่งอาวุธเข้าไปให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร เพื่อเผด็จศึกกองทัพพม่าให้ได้โดยเร็ว แต่ตราบใดที่สงครามกลางเมืองยังดำเนินไปในลักษณะนี้ คือไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ ฝ่ายประชาชนก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ พร้อมกับทรัพยากรที่ร่อยหรอ และในที่สุดเราก็จะเห็นการต่อสู้ที่ไม่มีเป้าหมายปลายทางต่อไปอีกหลายปี ไม่มีวันจบสิ้น

