“ฟิเดล คาสโตร” อดีตผู้นำคิวบาวัย 90 ปี เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทิ้งให้ “ราอูล คาสโตร” น้องชายต้องปกครองประเทศโดยลำพังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ “ฟิเดล” ส่งต่ออำนาจให้ “ราอูล” ตั้งแต่ปี 2549 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ
ในช่วงที่ผ่านมา “ราอูล” ในวัย 85 ปี ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่ทำงานเห็นผลเชิงประจักษ์มากกว่าพี่ชาย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเปิดประเทศมากขึ้น รวมถึงการสร้างไมตรีกับหลากหลายประเทศ
“ราอูล” เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2474 เป็นลูกเจ้าของที่ดินผู้อพยพชาวสเปนผู้มั่งคั่ง และแม่ชาวคิวบา ปัจจุบันราอูลมีลูก 4 คน กับ “วิลมา เอสปิน” ภรรยา ที่พบกับราอูลขณะทั้งคู่ยังคงเป็นกบฏวัยเยาว์ ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2502 ก่อนที่เอสปิน จะเสียชีวิตในปี 2550
ราอูลเติบโตขึ้นมาด้วยการเดินตามรอยพี่ชายอย่าง “ฟิเดล” และ “รามอน” ก่อนที่ราอูลจะร่วมรบกับพี่ชายในการปฏิวัติโค่นล้มผู้นำเผด็จการอย่าง “ฟัลเกนซิโอ บาติสตา” ได้สำเร็จ
ราอูลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของคิวบานับตั้งแต่ปี 2502 ปีที่ฟิเดลในฐานะผู้นำกลุ่ม “กองทัพปฏิวัติคิวบา” บุกเข้ายึดอำนาจในกรุงฮาวานาเอาไว้ได้
กองทัพภายใต้การนำของราอูล เคยประสบความสำเร็จในการแทรกแซงทางการทหารครั้งสำคัญจากความขัดแย้งสงครามเย็น ในประเทศแองโกลา และเอธิโอเปีย ในช่วงระหว่างปี 2513-2532
ประสบการณ์ 50 ปี ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมทำให้ “ราอูล” มีความเหมาะสมมากที่สุดที่จะก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำคิวบา” เมื่อ “ฟิเดล” ลดบทบาทของตัวเองลงไป
ราอูลเริ่มต้นด้วยการเปิดระบบเศรษฐกิจที่แข็งกระด้างในแบบโซเวียตให้เปิดกว้างมากขึ้น ควบคู่กันไปกับการสร้างพันธมิตรที่หลากหลาย เช่นกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะการสานสัมพันธ์กับศัตรูอันดับ 1 อย่างสหรัฐอเมริกา ทำให้สองประเทศกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา
ด้วยความระมัดระวัง และพรสวรรค์ที่มีน้อยกว่าพี่ชาย ราอูลค่อยๆ สร้างมิตร และดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจที่แม้จะยังคงถูกควบคุมโดยรัฐในสัดส่วน 80% ไม่ต้องพึ่งพาผู้สนับสนุนต่างชาติเพียงรายเดียวอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การบริหารกิจการภายในประเทศยังคงต้องขึ้นอยู่กับสิทธิขาดของพรรคคอมมิวนิสต์เช่นเคย
บรรยากาศทางการเมืองในคิวบาจะเดินทางไปในเส้นทางนี้อีกราวสองปี ก่อนถึงเวลาที่หลายฝ่ายเป็นกังวล ช่วงเวลาที่ราอูลจะลงจากตำแหน่งในปี 2561 ตามที่ได้เคยประกาศไว้
การก้าวเข้ามาของตัวแทนทางการเมือง และการสานสัมพันธ์กับนานาชาติจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ “คิวบา” อย่างไร ต้องรอดู

