หน้าแรก ต่างประเทศ ผู้ประท้วงบุก...

ผู้ประท้วงบุกสภาออสซี่ โรยตัวคลี่ป้ายผ้า-เทสีแดงลงสระน้ำ ร้องปิดค่ายอพยพนอกชายฝั่ง

1.12.16 | 19:04 น.
AFP PHOTO / Nathanial Howells

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อาคารรัฐสภาออสเตรเลีย ตกเป็นเป้าหมายของนักเคลื่อนไหวต่อต้านค่ายผู้อพยพนอกชายฝั่งเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันในวันที่ 1 ธันวาคม โดยผู้ประท้วง 2 รายโรยตัวลงมาจากด้านบนของอาคารพร้อมกับป้ายที่มีข้อความว่า “ปิดค่ายมรณะตอนนี้เลย”

ในขณะที่ผู้ประท้วง 2 คนดังกล่าวไต่ลงมาจากอาคารรัฐสภา กลุ่มนักเคลื่อนไหวอีก 12 คนบุกเข้าไปยังสระน้ำด้านหน้าอาคารพร้อมกับนำสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเลือดเทลงไปในสระขณะที่ชูป้ายเรียกร้องให้มีการปิดค่ายผู้อยพนอกชายฝั่ง

AFP PHOTO / Nathanial Howells
AFP PHOTO / Nathanial Howells

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 1 วันหลังจากที่มีกลุ่มผู้ประท้วงราว 30 คนขัดขวางช่วงเวลาการตั้งกระทู้ถามในรัฐสภา โดยตะโกนข้อความว่า “ปิดค่ายกักกันผู้อพยพ” และ “มโนสำนึกทางจริยธรรมของพวกคุณหายไปไหน” โดยผู้ประท้วงส่วนหนึ่งได้เอากาวทาที่มือของตนเองติดกับราวจับในส่วนที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมการประชุมสภาได้

การประท้วงทั้ง 2 ครั้งจัดขึ้นโดยองค์การนักเคลื่อนไหว “วิสเซิลโบลเวอร์ แอคทิวิสต์” และเครือข่ายพลเมือง “ซิติเซน อัลไลแอนซ์” โดยยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ประท้วงทั้ง 2 กลุ่มแต่อย่างใด

ด้านเซียนนา ฟูอัด โฆษกหญิงของกลุ่มผู้ประท้วงระบุว่า คาดว่าจะมีการจัดการประท้วงในวงกว้างมากขึ้นในสถานที่อื่นๆ จนกว่าค่ายผู้กักกันดังกล่าวจะถูกปิด

Advertisement
AFP PHOTO / Nathanial Howells
AFP PHOTO / Nathanial Howells

ทั้งนี้ ทางการออสเตรเลียมีนโยบายส่งผู้ลี้ภัยที่พยายามเดินทางมายังออสเตรเลียทางน้ำไปยังนาอูรู ประเทศเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และเกาะมานัสของประเทศปาปัวนิวกินี ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของค่ายผู้อพยพในสถานที่ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากบรรดาอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ช่วยเหลือผู้อพยพในสถานที่ดังกล่าว

นายฟร็องซัวส์ เกรโป ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่าวิธีที่เหมือนการลงโทษผู้อพยพทางเรือของออสเตรเลียสร้างความเสียหายให้กับประวัติด้านสิทธิมนุษยชนในอดีตของออสเตรเลีย

ด้านรัฐบาลออสเตรเลียปกป้องจุดยืนของตนโดยบอกว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อหยุดยั้งคลื่นการหลั่งไหลของผู้คนจากประเทศอัฟกานิสถาน ศรีลังกาและตะวันออกกลาง ซึ่งมีจำนวนมากต้องเสียชีวิตกลางทะเลจากการเดินทางที่ไม่ปลอดภัย