ไม่แน่ใจใครเจ็บ! ยุโรปประกาศแบน ‘น้ำมันดีเซล-น้ำมันกลั่น’ รัสเซีย
ยุโรปประกาศเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ห้ามการใช้น้ำมันดีเซลรวมถึงน้ำมันกลั่นอื่นๆ ของรัสเซีย ภายใต้นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และความพยายามที่จะลดรายได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียเพื่อลงโทษต่อการรุกรานยูเครน
การประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันรัสเซียดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือจี 7 เพิ่งประกาศกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลรัสเซียไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้ที่สูงสุดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใต้เป้าหมายที่ยังเปิดให้น้ำมันดีเซลรัสเซียสามารถขายไปยังประเทศต่างๆ อย่างจีนและอินเดียได้ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงไม่ให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก
อย่างไรก็ดีมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียครั้งใหม่ของยุโรปทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านราคา แม้ว่าชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) จะหันไปพึ่งแหล่งน้ำมันใหม่จากสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และอินเดีย เพื่อทดแทนน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย แต่ต้องขนส่งด้วยระยะทางที่ห่างไกลกว่าท่าเรือของรัสเซียมาก
ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในระบบเศรษฐกิจเพราะเป็นน้ำมันที่ใช้ในรถบรรทุกสินค้า อุปกรณ์การเกษตร และเครื่องจักรในโรงงาน โดยที่ผ่านมาราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังการยกเลิกมาตรการคุมเข้มโควิดเป็นศูนย์
ข้อบังคับในการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลรัสเซียที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงน้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเบนซิน จะถูกบังคับใช้ด้วยการห้ามการประกันภัยและการรอการจัดส่งน้ำมันดีเซลที่มีราคาเกินกว่าเพดานที่กำหนด เนื่องจากบริษัทขนส่งและบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับที่มีการกำหนดเพดานราคาขายน้ำมันดิบของรัสเซียที่ไม่เกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นระหว่างที่ตลาดกำลังจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่การคว่ำบาตรไม่ควรจะทำให้ราคาพุ่งขึ้นหากมีการจัดการอย่างตั้งใจ เพราะน้ำมันดีเซลของรัสเซียยังคงสามารถขายไปยังประเทศอื่นๆ ได้
คำสั่งดังกล่าวยังมีระยะผ่อนผันเป็นเวลา 55 วันสำหรับน้ำมันดีเซลที่บรรทุกอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันก่อนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในตลาด โดยผู้นำเข้ามีเวลาปรับตัวนับตั้งแต่เริ่มมีคำสั่งประกาศห้ามตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อนแล้ว
ทั้งนี้ รัสเซียยังคงมีรายได้จากการค้าน้ำมันไปยังยุโรปในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียวถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากดูเหมือนว่าผู้นำเข้าจะเร่งกักตุนน้ำมันก่อนที่คำสั่งห้ามจะมีผลบังคับใช้

