ธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำรัสเซีย มอง 1 ปีสงครามยูเครน
๐ ใกล้ครบ 1 ปีแล้ว คิดว่าสถานการณ์การสู้รบในยูเครนจะยืดเยื้อต่อไปอีกนานแค่ไหน
ปีที่แล้วคาดการณ์กันว่า การสู้รบจะจบได้อย่างรวดเร็วเหมือนครั้งการบุกไครเมีย อย่างไรก็ดีการยื่นมือเข้าร่วมต่อต้านโดยชาติยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้การสู้รบยังคงมีอยู่ต่อไป ในทางการเมืองระหว่างประเทศ สหรัฐฯ อาจมองว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้า และจีนเป็นภัยคุกคามระยะยาว ซึ่งไม่ควรให้สองประเทศนี้ร่วมมือกันทางการเมืองและการทหารได้ ส่วนรัสเซียก็มองว่า การบุกยึดยูเครนเป็นสิ่งจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความมั่นคง และความอยู่รอด ดังนั้น หากสหรัฐฯ สามารถฉุดรั้งรัสเซียไว้ในการสู้รบที่ยูเครนดังที่เป็นอยู่น่าจะง่ายกว่าการที่จะไปรั้งรัสเซียโดยวิธีหรือในเรื่องอื่น
โดยสรุป รัสเซียจึงยังต้องติดกับดักที่เป็นอยู่ในยูเครนอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ จีนเองก็รู้ดีว่าสหรัฐฯ กำลังจับตามองอยู่ การแสดงบทบาทเด่นชัดเกินไปก็อาจเป็นเป้าหมายในการเพิ่มการโจมตีทางการเมืองได้ จีนจึงพยายามที่จะมีบทบาทในปัญหายูเครนในขอบเขตที่จำเป็นและจำกัดให้มากที่สุด แม้ว่าจีนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับรัสเซียตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
๐ มองว่าบทบาทของสหรัฐในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร
ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตมานับสหัสวรรษมักจะเกิดขึ้นในยุโรป เชื้อไฟที่ดูมอดลงไปมากในช่วงหลายทศวรรษแห่งความกินดีอยู่ดีของยุโรปและสหรัฐจึงยังคงมีอยู่ในเบื้องลึกกว่าภูมิภาคอื่น หากเรามองประวัติศาสตร์สงครามโลกให้ดี สงครามโลกทั้งสองครั้งหรือสงครามใหญ่ๆ เริ่มในยุโรปมาโดยตลอด โดยสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในลักษณะของการสร้างฝ่ายที่จะชนะในสงครามมากกว่า จริงๆ ถ้ามองโดยภาพรวม สหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับมหาอำนาจชาติอื่นในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ตรงกันข้าม นักรัฐศาสตร์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางการเมืองบางคนยังเห็นว่า สงครามทั้งสองทำให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์และสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจท่ามกลางความพินาศย่อยยับของคู่สงครามทั้งหลาย สหรัฐจึงสามารถเกิดใหม่บนกองเพลิงเหมือนนกฟีนิกซ์ได้

นอกจากนี้ ปัญหาที่มหาอำนาจชาติตะวันตกทั้งหลายได้ผูกปมความขัดแย้งทั้งด้านดินแดนและชาติพันธุ์ไว้ในทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งทำให้ความขัดแย้งตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โลกาภิวัตน์ มาจนถึงยุค Decoupling ในขณะนี้ น่าจะทำให้สหรัฐฯ คุ้นชินและนิยมให้ปัญหาเกิดขึ้นไกลบ้าน แต่จะธำรงรักษาเขตอิทธิพลของตนในภูมิภาคอเมริกากลางและใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น และสร้างปราการหลายชั้นเพื่อให้เป็นเขตปลอดภัยหรือ safe zone สำหรับตนเอง จึงเป็นความสามารถพิเศษที่มิใช่ว่าทุกชาติจะทำได้
การจุดประเด็นหรือประกายความตึงเครียดถึงขั้นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่มิใช่ความถนัดของชาติในเอเชียเมื่อเทียบกับชาติตะวันตก อย่างในกรณีรัสเซียบุกยูเครน ยังมีบทความของผู้นำชาติใหญ่ในยุโรปที่บอกว่า สหรัฐฯ มีความคิดที่จะบีบหรือยั่วยุให้รัสเซียเข้ามาสู่ความขัดแย้งในยูเครน ดังนั้นจึงน่าจะกล่าวได้ว่า การสู้รบในยูเครนก็เป็นการย้อนรอยพฤติกรรมดังกล่าวในประวัติศาสตร์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ สหรัฐน่าจะมองว่าการทำให้รัสเซียต้องติดบ่วงและง่วนอยู่กับการสู้รบในยูเครนและปัญหาภายในที่สืบเนื่องจากการออกไปสู้รบ จะเป็นผลประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ที่สหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งทั้งในระยะสั้น กลาง และยาวในทุกมิติ และเมื่อหักกลบลบกันแล้ว การทำให้รัสเซียติดกับดักที่ยูเครนยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า และสร้างผลบวกให้มากกว่าการปล่อยให้รัสเซียมีเวลาว่างและให้ความสำคัญกับประเด็นยุทธศาสตร์อื่นที่มี หรือจะมีจีนอยู่ในสมการแห่งการร่วมมืออย่างใกล้ชิดในระยะกลางและระยะยาวด้วย ซึ่งผลการคำนวณในเรื่องนี้มาจากข้อกังวลในความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศและความสนิทสนมระหว่างผู้นำของรัสเซียและจีน ซึ่งสามารถครองอำนาจการปกครองประเทศได้ยาวนานกว่า และสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายและยุทธศาสตร์ได้ดีกว่าสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่น
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า ค่านิยมของโลกเสรีที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกใช้เป็นเหตุผลในการต่อต้านการรุกยูเครนของรัสเซียเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือฟังไม่ขึ้น หลายๆ สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม และเป็นสิ่งที่ผู้คนโดยทั่วไปในโลกเห็นว่าพึงประสงค์ อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องเข้าใจความคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์และความอยู่รอดของรัฐแต่ละรัฐ ซึ่งเป็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่สะท้อนให้เราเห็นเบื้องหน้าของสภาพการณ์ได้พอสมควร
๐ คิดว่ารัสเซียจะสู้ต่อไปได้แค่ไหน เพราะขณะนี้ก็ถูกปิดล้อมหนักกว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้น
ในระยะที่ผมประจำการอยู่ที่มอสโก มีหลายสิ่งที่ทำให้ผมประจักษ์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย หรือจะกินใช้เองก็อยู่ได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปฏิรูปประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากถามว่าศักยภาพและกำลังทางเศรษฐกิจของรัสเซียเองมีพอกับการดูแลประชาชนของเขาไหม หากเราไม่ได้เสพแต่สื่อสายหลักของชาติตะวันตกที่ส่งเสียงได้ดังกว่าสื่อสายอื่นเพียงอย่างเดียว จะเห็นข้อเท็จจริงว่า ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพมีเพียงพอแม้ราคาจะไม่ได้ถูกเช่นเดิม แต่ก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จากการเสพสื่อที่สมดุลขึ้นและการเข้าไปดูในพื้นที่จะเห็นว่า ข่าวสารข้อมูลที่เราได้รับจากสื่อสายหลักมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นส่วนของการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้รัสเซียดูเป็นผู้ร้ายโดยสมบูรณ์ ซึ่งการสร้างภาพดังกล่าวอาจทำให้ประเทศต่างๆ ยากที่จะประเมินสถานการณ์ได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงทั้งหมด และยากแก่การวิเคราะห์และสังเคราะห์ภาพรวมที่เป็นจริง

ทั้งนี้ ควรต้องคำนึงด้วยว่า ผู้นำรัสเซียมีวิสัยทัศน์ มองภาพรวมและสถานการณ์ไว้ชัดเจนในระดับหนึ่ง จึงได้มีการเตรียมการรับมือจากผลกระทบและมาตรการปิดล้อมต่างๆ ของชาติตะวันตกที่ทำให้เกิดสภาวะ VUCA (volatility, uncertainty, complexity and ambiguity) ได้ดีพอสมควร ซึ่งทำให้รัสเซียยังสามารถยืนระยะอยู่ได้แม้จะถูกนานาชาติพันธมิตรนาโต้ที่แข็งแกร่งและในสหประชาชาติร่วมมือกันกดดัน ปิดล้อม และพยายามตัดจุดเป็นจุดตายของรัสเซียอย่างหนักในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัสเซียได้เตรียมการต่างๆ ไว้ไม่เพียงแต่ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ได้คำนึงถึงรูปแบบและวิธีการค้าสินค้าอาหารและโภคภัณฑ์ น้ำมันและพลังงาน รวมทั้งความเข้าใจในเรื่องการเงินระหว่างประเทศและการวางระบบเตรียมการรองรับในกรณีที่จะถูกคว่ำบาตรหรือปิดล้อมไว้ด้วย ซึ่งต่างจากรูปแบบการรับมือในอดีตที่เคยเป็นมา อีกทั้งรัสเซียเองก็ไม่ใช่ว่าจะล้าหลังตกขอบ เทคโนโลยีเขามีความทันสมัยมากในหลายๆ เรื่อง
อย่างการรับมือเรื่องการคว่ำบาตรในการส่งออกน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย ปรากฏว่า มีการซื้อขายกันไม่น้อยแม้จะเป็นประเทศที่ไม่พอใจรัสเซีย โดยเป็นการซื้อแบบเงียบๆ ทั้งทางตรง ซื้อผ่านจากโรงกลั่นในสหรัฐฯ ซึ่งมีกฎหมายพิเศษที่ทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้ หรือซื้อโดยผ่านประเทศอื่น ซึ่งการซื้อในลักษณะดังกล่าวอาจเพื่อถนอมน้ำใจสหรัฐฯ ในด้านระบบเงิน หากรัสเซียถูกจำกัดมากๆ ก็อาจหันไปใช้เงินในรูปแบบอื่นที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ตอนนี้รัสเซียก็กำลังทำบัตร MIR (เมียร์) ซึ่งในภาษารัสเซียแปลได้สองความหมาย คือ โลกหรือสันติภาพ จึงมีระบบของตนเองไว้ต่อเส้นเลือดเพื่อให้อยู่รอดได้ รวมทั้งสร้างระบบการรับชำระเงินร่วมกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มความร่วมมือ SCO และในระบบทวิภาคีกับมิตรประเทศ ซึ่งสามารถดำเนินการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในยุคที่ Petrodollar เสื่อมถอยแล้วพอสมควร ยิ่งสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงแค่ไหน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะยิ่งด้อยลง แต่การยอมให้เงินดอลลาร์ด้อยลงนี้ อาจเป็นความจำเป็นเพื่อรักษาเศรษฐกิจและสถานะการแข่งขันของประเทศ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่สหรัฐก็ต้องคำนวณให้ดี มิฉะนั้น ในระยะยาว สหรัฐฯ อาจจะยิ่งมีโอกาสสูญเสียความเป็นมหาอำนาจทางการเงินและการเมืองระหว่างประเทศก็ได้ ในขณะที่หลายชาติมีการเตรียมระบบรองรับไว้แล้ว และหน่วยงานกลางทางการเงินของโลกก็กำลังเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางการเงินโลกแล้วเช่นกัน
๐ คิดว่ายุโรปจะทนต่อไปได้แค่ไหน เพราะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะประชาชน
การเมืองในยุโรปเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและไม่แน่นอน ในช่วงแรกที่รัสเซียบุกยูเครน ผู้นำรัฐบาลต่างๆ ที่ตอนแรกต่อต้านรัสเซียตอนนี้อยู่ยากจากการประท้วงของประชาชน โดยมีแนวโน้มว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหากจะมีขึ้นในอีกไม่ยาวไกลนัก หลายรัฐบาลอาจจะหลุดจากอำนาจ หรือหากยังอยู่ต่อได้ ก็คงมีการปรับตัวและพยายามที่จะหาทางออกในการเข้าไปแก้ไขปัญหารัสเซีย-ยูเครนในรูปแบบที่ประนีประนอมมากกว่าเดิม บางชาติก็ตระหนักดีว่า อย่างไรเสีย รัสเซียก็เป็นได้ทั้ง “เพื่อนใกล้บ้าน” และ “ภัยใกล้ตัว” และการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐฯ ก็อาจขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติของตนมากกว่าการปรับความสัมพันธ์กับรัสเซียให้ดีขึ้นก็ได้ อย่างเช่น หากนางอังเกลา แมร์เคิล ยังเป็นผู้นำเยอรมนีในขณะนี้ ก็อาจยับยั้งหรือคัดค้านการกระทำที่จะยั่วยุให้รัสเซียต้องเลือกที่จะบุกยูเครน หรือหากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ การสู้รบก็อาจจะไม่ยืดเยื้อยาวนานจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง
๐ ท่าทีของเซเลนสกีตอนนี้ค่อนข้างแข็งกร้าว เพราะแน่ใจว่าได้รับความสนับสนุนเต็มที่จากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ขณะนี้มีการระดมอาวุธ รถถังเข้าไปให้ยูเครนเพิ่มเติม แล้วสถานการณ์จะไปในทิศทางไหนต่อไป และคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะจบภายในปีนี้ไหม
ขณะนี้สหรัฐฯ คงต้องเริ่มควบคุมหรือชี้นำให้ยูเครนมีท่าทีที่เตรียมพร้อมกับการประนีประนอมบ้างในอนาคต เพราะการใช้ท่าทีแข็งกร้าวสุดโต่งและการเดินหน้าต่อสู้กับรัสเซียต่อไปในระยะยาวไม่ใช่ผลประโยชน์ของทุกฝ่าย ซึ่งปีนี้น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมกับทิศทางนโยบายแบบนี้ เนื่องจากการเมืองภายในสหรัฐฯ ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นหากเทียบกับปีที่มีการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี ในภาคการรบในพื้นที่ อาจจะดูเหมือนแข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อช่วงชิงพื้นที่และความได้เปรียบก่อนขึ้นสู่โต๊ะเจรจา รัสเซียเองจริงๆ เทคโนโลยีเขาก็ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอวกาศ วิทยาศาสตร์ หรือขีปนาวุธ เขาเก่งทางทหาร ที่สำคัญคือราคาย่อมเยากว่า อยู่รอดได้แม้จะถูกปิดล้อมยาวนาน และสามารถสู้รบในพื้นที่แถบนั้นได้ยาวนาน เพราะรัสเซียมีประสบการณ์ทางการรบและงานด้านความมั่นคง เคยผ่านสงครามที่ยาวนานมาหลายครั้ง เช่น สงครามในอัฟกานิสถาน ในเชิงยุทธศาสตร์ อีกสักพักใหญ่แต่ละฝ่ายก็น่าจะพยายามเพลาๆ การดำเนินการลงได้บ้าง

แม้เราอาจจะได้ยินการส่งเสียงให้แลดูมีบทบาทที่แข็งขันในเชิงยุทธวิธีไม่มากก็น้อย เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ ยุทธปัจจัย เป็นต้น ซึ่งต้องรอสังเกตต่อไปว่า จะมีการส่งมอบจริงหรือไม่ เมื่อไหร่ และมีบุคลากรที่ใช้สิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่ หากความได้เปรียบในพื้นที่มีความชัดเจน การเจรจาหาทางออกก็อาจเกิดขึ้นในปีนี้ได้ แต่หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นในช่วงที่ผ่านมา คือ ต่างฝ่ายต่างเชื่อหรือประเมินว่า ตนยังเป็นฝ่ายได้เปรียบในการศึกเหนืออีกฝ่าย และเชื่อว่า หากยังเดินหน้าสู้รบต่อไป ตนจะยิ่งได้เปรียบ การสู้รบก็จะยังคงยืดเยื้อต่อไป
ส่วนประเทศที่คาดเดาว่า น่าจะเข้ามามีบทบาทในการประสานการเจรจาได้อย่างตุรกี หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดก็คงลำบากจากการที่ชาวตุรกีอาจไม่เลือกรัฐบาลชุดเดิมซึ่งผู้นำคนปัจจุบันเป็นผู้ที่มีความสนิทสนมกับรัสเซียมาก อีกทั้งตุรกียังตั้งอยู่ในจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในการสู้รบในยูเครน การเมืองภายในของตุรกีปีนี้จึงอยู่ในภาวะล่อแหลมต่อการเข้าแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงว่า ตุรกีสามารถมีบทบาทในนาโตและรัสเซียรวมทั้งภูมิภาคดังกล่าวได้ด้วย
๐ คิดว่าคนรัสเซียจะให้การสนับสนุนปูตินไปได้แค่ไหน เพราะผลกระทบต่อคนของเขาก็เยอะมาก
ใช่ครับ ผลกระทบมีมาก โดยเฉพาะการเกณฑ์ทหาร ถามว่าความมั่นคงและเสถียรภาพของประธานาธิบดีปูตินมีไหม ผมคิดว่ามีมากพอตัว แต่การเกณฑ์ทหารที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเดือนร้อนก็มีผลกับเขามากเหมือนกัน ดังนั้น รัสเซียก็คงต้องจำกัดการสู้รบให้อยู่ในวงที่ทรัพยากรและประชาชนพอรับได้ การใช้อาวุธอาจมีมาก แต่คงไม่ถึงกับใช้นิวเคลียร์ และต้องจำกัดรูปแบบและบริเวณ เพราะทุกฝ่ายย่อมรู้ดีว่า หากไปถึงจุดนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะขยายวงและผลกระทบออกไปมากกว่านั้น นอกจากนี้ หากปัญหาในจุดอื่นก็ร้อนแรงขึ้นเหมือนที่เริ่มเห็นเลาๆ เช่น แถบปาเลสไตน์-อิสราเอล ตะวันออกกลาง บานปลายมาก ก็อาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไปครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคของโลก ทำให้สงครามขยายวงและจำนวนผู้เล่นออกไป ซึ่งอาจเป็นชนวนสู่ความไร้เสถียรภาพครอบคลุมทั้งโลกได้แม้เราจะไม่หวังหรือต้องการให้เป็นเช่นนั้นเลย

