หน้าแรก ต่างประเทศ 1 ปีรัสเซียรบ...

1 ปีรัสเซียรบยูเครน สันติภาพยังมืดมน โลกเสี่ยงหายนะ

25.02.23 | 05:20 น.
ภาพประกอบ 1ปีรัสเซียยูเครน

1 ปีรัสเซียรบยูเครน สันติภาพยังมืดมน โลกเสี่ยงหายนะ

เป็นคำถามที่ยังยากที่ใครจะให้คำตอบได้ว่า สงครามยูเครนที่ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เรียกขานว่าเป็น ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ซึ่งจำเป็นต้องทำเพื่อให้ดินแดนยูเครนปลอดจากทหาร และเพื่อขจัดพวกนีโอ-นาซีอย่าง โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ให้สิ้นซาก ซึ่งดำเนินมายืดเยื้อจนครบ 1 ปีเต็มแล้ว จะสิ้นสุดลงได้เมื่อใดและอย่างไร

นับจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 2021 ที่ปูตินสั่งเคลื่อนกำลังพลรัสเซียบุกโจมตียูเครน จนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็มแล้ว สงครามหลั่งเลือดได้สร้างความสูญเสียให้บังเกิดขึ้นอย่างมหาศาลทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบรุนแรงมากมายในทุกมิติต่อโลกทั้งโลก แม้ไม่ได้เป็นคู่สงครามโดยตรงก็ตาม

แม้ทั้งยูเครนและรัสเซียจะไม่ได้มีการเปิดข้อมูลสถานการณ์ความสูญเสียของฝ่ายตนอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลจากแหล่งข่าวตะวันตกหลายแหล่งประเมินกันคร่าวๆ ว่า ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างมีตัวเลขสูญเสียด้านกำลังพลฝ่ายละราว 150,000 นาย

ภาพเอพี

ขณะที่ข้อมูลจากการประเมินของนอร์เวย์ระบุว่า ทหารรัสเซียราว 180,000 นาย และทหารยูเครนราว 100,000 นาย ที่ไม่บาดเจ็บก็ต้องสังเวยชีวิตในสงครามเขย่ายุโรปครั้งนี้ ที่เป็นครั้งเลวร้ายที่สุดนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

Advertisement

ส่วนตัวเลขสูญเสียของพลเรือน แหล่งข้อมูลจากชาติตะวันตกชี้ว่า มีพลเรือนยูเครนที่ต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้แล้วราว 30,000-40,000 ราย เป็นตัวเลขที่มากกว่าขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประมาณการว่ามีพลเรือนถูกสังหารเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บในเหตุสู้รบในยูเครนแล้วราว 21,000 ราย แต่ยูเอ็นก็ระบุว่าตัวเลขการสูญเสียที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก ขณะทางการยูเครนอ้างว่ามีเด็กบริสุทธิ์ในยูเครนที่สังเวยคมกระสุน ระเบิด และขีปนาวุธของกองทัพรัสเซียไปแล้วอย่างน้อย 400 ราย

ภาวะสงครามยังทำให้ชาวยูเครนต้องหนีภัยสู้รบเพื่อเอาชีวิตรอดออกจากดินแดนมาตุภูมิของตนเองไปมากกว่า 8 ล้านคน ที่หน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยของยูเอ็นชี้ว่าเป็นวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นับรวมที่ชาวยูเครนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเองอีกมากกว่า 5 ล้านคน

อีกทั้งความเสียหายที่เกิดกับเศรษฐกิจยูเครนอย่างมหาศาล โดยธนาคารโลกคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าพิษสงครามจะทำให้เศรษฐกิจยูเครนในปี 2022 หดตัวถึง 35% ขณะที่สถาบันด้านเศรษฐศาสตร์ของยูเครนประเมินเมื่อต้นปีนี้ว่าจะต้องใช้งบประมาณถึง 138,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศทั้งหมดขึ้นมาใหม่แทนที่ของเดิมที่ถูกทำลายพินาศย่อยยับจากสงคราม

แต่ไม่ว่าตัวเลขแห่งความสูญเสียจะพุ่งสูงเพียงไร สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นคือ การยุติลงของสงคราม ในทางตรงกันข้ามนักวิเคราะห์หลายคนต่างเกรงว่าความขัดแย้งและการสู้รบจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในปีที่ 2โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัสเซียที่เพิ่งเร่งความพยายามในการยึดครองภูมิภาคดอนบาสอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ อาจจะกำลังเตรียมการรุกรานครั้งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง

ขณะที่ยูเครนก็มุ่งมั่นที่จะยึดคืนดินแดนที่สูญเสียไป ภายใต้ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรในยุโรป ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศว่าจะยึดคืนไครเมียที่ถูกรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งไปตั้งแต่ปี 2557 กลับมา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการสู้รบครั้งนี้ก็คือความช่วยเหลือที่ยูเครนคาดว่าจะได้รับจากพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธหนักต่างๆ ที่ยูเครนร้องขอเพื่อมารับมือกับสงครามที่เชื่อว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นทันทีที่ฤดูหนาวจบลง ไม่ว่าจะเป็นรถถังที่หลายประเทศประกาศว่าจะส่งมอบให้ ปืนใหญ่พิสัยไกล หรือแม้แต่ฝูงบินรบที่เป็นข้อเรียกร้องล่าสุดแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากชาติพันธมิตรใด

ขณะที่ดูเหมือนปัญหาขาดแคลนยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะกระสุนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของยูเครน นั่นเพราะสงครามยูเครนทำให้คู่ขัดแย้งต้องใช้กระสุนจำนวนมากชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่กองกำลังสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยังยอมรับว่าปริมาณการใช้กระสุนปืนในยูเครนมากเกินกว่าที่ชาติสมาชิกนาโตจะผลิตได้

ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่นาโตมอบให้กับยูเครนก็ทำให้คลังแสงของประเทศต่างๆ ร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็ว การหาอาวุธมาเติมเต็มใหม่ก็ใช้เวลายาวนานขึ้น ท่ามกลางสภาพการณ์อันคุกรุ่นที่ความขัดแย้งอาจลุกลามบานปลายได้ทุกเมื่อ ในเรื่องนี้รัสเซียดูจะได้เปรียบกว่าจากคลังแสงขนาดใหญ่และการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธต่างๆ รวมถึงการกระชับความแข็งแกร่งของกองกำลังนิวเคลียร์ของตนเอง

ภาพเอพี

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 แห่งสงคราม สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเจรจาพูดคุยเพื่อหาทางยุติสงคราม ข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายดูจะแตกต่างกันจนไม่อาจหาจุดบรรจบ

ทั้งนี้ รัสเซียยืนยันว่าคาบสมุทรไครเมียที่ฝ่ายตะวันตกระบุว่าถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงดินแดนอื่นๆ ของยูเครนที่รัสเซียประกาศว่าตกอยู่ในการยึดครองจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ขณะที่ยูเครนก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งหมด และประกาศว่าจะไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นจนกว่ารัสเซียจะถอนกำลังทหารทั้งหมดออกไปจากดินแดนของยูเครน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายปี ขณะที่บางคนหวั่นวิตกว่าท้ายที่สุดแล้วมันอาจบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับนาโต

นับจนถึงขณะนี้พันธมิตรของยูเครนที่นำโดยสหรัฐยังคงประกาศความมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนยูเครนจนสุดทาง ขณะที่ปูตินก็ประกาศจุดยืนที่จะไม่ยอมถอยเช่นกัน หลายฝ่ายมองว่าปูตินคาดหวังให้การสนับสนุนของตะวันตกต่อยูเครนอ่อนกำลังลง เพื่อที่รัสเซียจะได้ประกาศชัยชนะในการยึดครองยูเครนได้สมดังตั้งใจ และชัยชนะต่อเคียฟเท่านั้นคือเป้าหมายที่ผู้นำรัสเซียต้องการ

ยิ่งเมื่อคำนึงถึงท่าทีในระยะหลังของปูตินที่เพิ่งประกาศถอนตัวจากข้อตกลง นิว สตาร์ตเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐ พร้อมกับคำกล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า รัสเซียจะใช้ทุกวิถีทางที่มีอยู่เพื่อปกป้องดินแดนของตนเอง

ไม่ว่าไบเดนจะมองว่าปูตินไม่ได้คิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จริง หรือแม้นักวิเคราะห์จะมองว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับรัสเซียเองมากกว่า แต่ก็ไม่มีใครที่ควรจะเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของปูตินเป็นเพียงคำขู่ หากยูเครนสามารถโต้กลับในลักษณะที่ปูตินเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย และอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ตามมา

เมื่อนั้นโลกก็คงต้องเผชิญกับหายนะร้ายแรงเกินจินตนาการ!