กลุ่มสุดโต่งอย่างกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ทำลายโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ในซีเรียและอิรักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นเป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของการทำลายสถานที่สำคัญหรือศิลปะทางศาสนาของกลุ่มสุดโต่งเท่านั้น
ฟรองซัวส์ เบิสฟลูก นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ที่เคยเป็นอดีตบาทหลวงของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ระบุว่า การโจมตีจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ก่อการถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือเป็นรูปเคารพของศาสนาอื่น
กรณีการทำลายพระพุทธรูปแห่งบามิยันในอัฟกานิสถานโดยกลุ่มทาลิบันเมื่อปี 2544 รวมถึงเมืองโบราณทิมบุกตู ในประเทศมาลี โดยกลุ่มติดอาวุธที่เป็นเครือข่ายของอัลเคด้า และวิหารที่สำคัญที่สุด 2 แห่งในเมืองโบราณพัลไมราของซีเรียโดยกลุ่มไอเอสนั้น เหตุผลมีความเชื่อมโยงกัน
เมื่อสิ่งนั้นสื่อถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือเป็นวัตถุที่กลุ่มสุดโต่งถือว่าเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการดูหมิ่นตนเอง
การทำลายโบราณวัตถุในเมืองโมซุลของอิรักโดยกลุ่มไอเอส น่าจะถือเป็นเรื่องที่กลุ่มไอเอสคำนึงถึงผลในทางยุทธศาสตร์น้อยที่สุด พวกเขาทำเพียงเพราะต้องการสร้างชื่อเสียงว่าเป็นชาวมุสลิมที่เคร่งครัดอย่างมาก มีความศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ซึ่งการทำลายรูปเคารพถือเป็นแรงจูงใจสูงสุด
แต่ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องนี้ยังถือเป็นโบนัสอีกด้วย นั่นคือการที่พวกเขาได้ตอกหน้าโลกตะวันตกและผู้ที่รักสิ่งเหล่านี้ในความเป็นศิลปะจริงๆ
เบิสฟลูกบอกว่า อันที่จริงแล้ว รูปเคารพก็เป็นสิ่งต้องห้ามในคัมภีร์ไบเบิลเช่นกัน และต้องถือว่าอิสลามกับคริสต์เป็นศาสนาที่ปฏิเสธรูปเคารพที่สำคัญที่สุดของโลก และในช่วงแรกๆ ชาวคริสต์ที่มีแนวคิดแบบสุดโต่งทำลายสิ่งเหล่านี้โดยอ้างว่ารูปเคารพเป็นการดูหมิ่นศาสนาของตนเช่นเดียวกัน แต่กรอบความคิดที่ว่ารูปเคารพเป็นสิ่งที่ดูหมิ่นศาสนาและถือเป็นความผิด ค่อยๆ ถูกนำออกไปจากประมวลกฎหมายอาญาของชาติยุโรปส่วนใหญ่
ขณะที่สำหรับกลุ่มมุสลิมสุดโต่งแล้ว เบิสฟลูกบอกว่า สารของพวกเขาคือ “เราจะบังคับใช้กฎหมายชะรีอะห์ในทุกหย่อมหญ้าของโลกใบนี้”
ดังนั้น แนวคิดที่ว่าศิลปะเป็นเรื่องที่น่าปีติยินดีของสังคมในการแสดงออกถึงเสรีภาพและความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นเรื่องที่แปลกแยกสำหรับคนกลุ่มนี้

