ในโลกใบนี้ มีภัยพิบัติที่เป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นหลายครั้ง ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบางครั้งเป็นไปโดยธรรมชาติ มนุษย์เราป้องกันไม่ได้ บางคนเลยอ้างว่า “เป็นหัตถ์ของพระเจ้า” แม้ป้องกันไม่ได้ แต่ช่วยกันบรรเทาได้ เช่น ภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่กำลังเกิดขึ้นที่ตุรกีและซีเรีย ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ครั้งที่สองเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ สถิติเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์แจ้งว่า มีผู้พบร่างผู้เสียชีวิต 41,156 ศพในตุรกี และ 5,939 ศพในซีเรีย และคาดว่ามีร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกจำนวนมาก ส่วนผู้รอดตายนับล้านคนขณะนี้ต้องอยู่อาศัยในที่พักพิงชั่วคราว เช่น ในเพิงหรือเต็นท์ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น องค์การสหประชาชาติเปิดเผยว่า ในบรรดาผู้รอดชีวิต มีผู้หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 226,000 คนในตุรกี และ 130,000 คนในซีเรีย และในจำนวนนี้ ประมาณ 39,000 คนมีกำหนดคลอดภายในเดือนหน้า ในการบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้ องค์การสหประชาชาติขอรับเงินบริจาค 1 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ภัยพิบัติที่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ หากเกิดจากน้ำมือมนุษย์และกำลังดำเนินไปอย่างรุนแรงในขณะนี้ คือสงครามยูเครนที่มาบรรจบครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ในโอกาสการครบรอบนี้ ประธานาธิบดีไบเดนจึงเดินทางไปเยือนกรุงเคียฟเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และประกาศให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่รัฐบาลยูเครนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงิน 0.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากที่เคยช่วยไว้ประมาณ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งประกาศว่าจะคว่ำบาตรเพิ่มเติมบุคคลและบริษัทที่ “พยายามหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรและเติมเต็มเครื่องจักรสงครามของรัสเซีย” อันที่จริงค่ายตะวันตก (หมายถึงสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร คานาดาและออสเตรเลียเป็นสำคัญ) ได้คว่ำบาตรรัสเซียมาแล้ว 9 ครั้ง และจะประกาศคว่ำบาตรครั้งที่ 10 ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของสงคราม พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่า มีประเทศกว่า 50 ประเทศที่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหารแก่ยูเครน และ “ยังคงทำเช่นนั้นต่อไป”
จุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวยืนยันเมื่อไปเยือนกรุงเคียฟคือ สหรัฐจะสนับสนุนยูเครนนานเท่านานในการทำสงคราม และจะไม่มีวันพ่ายแพ้ เขาเริ่มต้นสุนทรพจน์โดยกล่าวว่า “เผด็จการที่มุ่งสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่จะไม่มีทางทำให้ความรักในเสรีภาพของประชาชนเจือจางลงได้, ความโหดร้ายป่าเถื่อนจะไม่มีวันบดบังความแน่วแน่ของเสรีชน” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ปูตินอาจคิดว่าอำนาจเผด็จการของเขานั้นแข็งแกร่ง แต่หารู้ไม่ว่าต้องเผชิญกับ ‘เจตจำนงอันแรงกล้า’ ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าในการไม่ยอมรับโลกที่ปกครองด้วยความกลัว” และย้ำว่า “เคียฟยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง, เคียฟยืนหยัดอย่างภาคภูมิ, มั่นคง และเป็นอิสระ ซึ่งรัสเซียไม่มีวันที่จะเอาชนะยูเครนได้ ไม่มีทางเลย …ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราจะยังคงให้การสนับสนุนต่อไปโดยไม่สั่นคลอน, นาโต้จะเป็นหนึ่งเดียว และเราจะไม่เหนื่อยล้า” ดูเหมือนว่านี่คือการประกาศว่าสงครามจะยืดเยื้อ จนกว่าค่ายตะวันตกจะมีชัยเหนือรัสเซีย
ก่อนที่จะเสนอคำกล่าวของประธานาธิบดีปูติน และจุดยืนของจีนในเรื่องนี้ จะขอประเมินดุลอำนาจทางการทหารเท่าที่พอจะทำได้ รัสเซียเป็นประเทศที่ส่งออกอาวุธมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และช่วงเริ่มต้นสงคราม กองทัพของรัสเซียดูเหมือนจะมีอาวุธมากกว่าของยูเครนหลายเท่า แต่เวลาผ่านไป 1 ปี มีประเทศที่มอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนแล้วมากกว่า 30 ประเทศ
มีการส่งจรวดต่อสู้รถถังน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นอาวุธประทับบ่าที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยิงทำลายรถถัง ให้แก่ยูเครนหลายพันลูก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดยั้งการบุกกรุงเคียฟของรัสเซียในตอนต้นสงคราม สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ได้ส่งอาวุธหลายชนิดใหยูเครน เช่น ปืนใหญ่วิถีโค้ง เอ็ม777 ซึ่งมีพิสัยยิง 40 กิโลเมตร, ระบบจรวดที่ทรงพลังอย่างไฮมาร์ส เอ็ม142, เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เอ็ม270 ซึ่งอาวุธทั้งสองนี้มีพิสัยยิง 70 กิโลเมตร และมีความแม่นยำสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบุกโต้กลับของยูเครนในพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้
ในเดือนธันวาคม 2565 สหรัฐฯ ประกาศว่า จะส่งระบบขีปนาวุธแพทริออต ซึ่งมีพิสัยยิงต่อต้านขีปนาวุธของข้าศึกไกลถึง 100 กิโลเมตร ส่วนเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ก็ได้ประกาศตามมาว่า จะส่งระบบขีปนาวุธนี้ให้เช่นกัน
ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรประกาศว่าจะส่งรถถังแชลเลนเจอร์ 2 ให้ยูเครน จากนั้นสหรัฐฯ บอกว่า จะส่งรถถังเอ็ม1 เอบรามส์ และเยอรมนีจะส่งรถถังเล็ปเพิร์ด 2 ให้ด้วย รวมแล้วค่ายตะวันตกจะส่งรถถังที่ทันสมัยให้ยูเครนประมาณ 100 ลำ แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะส่งเครื่องบินรบให้ยูเครนตามคำขอหรือไม่ (คงเกรงว่าเครื่องบินอาจล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้ารัสเซีย ซึ่งจะเป็นการขยายวงความขัดแย้งออกไป) นักวิเคราะห์ประเมินว่า รถถังของค่ายตะวันตกจะทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ยังไม่น่าจะชี้ขาดผลของสงคราม เพราะรถถังเพียงอย่างเดียวเอาชนะการสู้รบไม่ได้
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ใช้โดรนจำนวนมาก (ควบคู่กับขีปนาวุธร่อน) ในการโจมตีเมืองต่าง ๆ และโรงไฟฟ้าของยูเครน แม้ว่าอิหร่านระบุว่าได้มอบโดรนให้รัฐบาลรัสเซียก่อนที่จะเริ่มสงคราม แต่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า อิหร่านได้แอบส่งมอบโดรนหลายร้อยลำให้รัสเซียระหว่างที่เกิดความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย บางคนเชื่อว่าเกาหลีเหนือส่งอาวุธไปช่วยรัสเซีย แต่เกาหลีเหนือปฏิเสธอย่างแข็งขัน ค่ายตะวันตกเตือนจีนว่า อย่าส่งอาวุธไปช่วยรัสเซีย มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้อย่างหนัก สรุปได้ว่า รัสเซียพึ่งตนเองในด้านอาวุธ แต่ในด้านกำลังทหาร อาจมีกองกำลังนอกระบบไปช่วยเสริม
สงครามผ่านไปหนึ่งปี สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ขอย้อนไปช่วงก่อนสงคราม เมื่อ 8 ปีก่อน รัสเซียได้เข้ายึดครองภูมิภาคไครเมียและผนวกเป็นดินแดนของรัสเซีย สำหรับดินแดนทางด้านตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ชื่อว่า ดอนบาส ประกอบด้วยภูมิภาค ลูฮันสก์ และภูมิภาค โดเนสก์นั้น ก่อนสงคราม ส่วนหนึ่งของภูมิภาคทั้งสองอยู่ในการยึดครองของผู้มีเชื้อสายรัสเซีย ซึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังนอกระบบที่รัสเซียเรียกว่าเป็นฝ่ายที่มีอุดมการณ์นาซีของยูเครนมาโดยตลอด
ในเดือนแรกของสงคราม รัสเซียเปิดศึกหลายด้าน การรุกทางด้านเหนือเพื่อล้อมกรุงเคียฟและกรุงคาร์คิฟไม่ประสบความสำเร็จ จึงถอนกองกำลังมาสู้รบในภาคใต้และภาคตะวันออก ในเดือนตุลาคม 2565 รัสเซียสามารถยึดครองเมืองที่อยู่ชายทะเลทางใต้ที่ติดต่อกับไครเมีย ที่สำคัญคือเมืองมาริอูโปล และแคร์ซอนได้สำเร็จ แต่กองกำลังฝ่ายยูเครนเริ่มรุกกลับ จนปัจจุบัน ยูเครนได้ยึดเมืองแคร์ซอนทางใต้ และเมืองบักห์มูตทางตะวันออกกลับคืนมา แต่รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ของภูมิภาคแคร์ซอนบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำนีเปอร์อยู่ ในระยะนี้ รัสเซียมุ่งส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีโรงไฟฟ้าของยูเครน โดยเริ่มโจมตีอย่างหนักในเดือนตุลาคม 2565 จนถึงเดือนมกราคม 2566 ได้โจมตีโรงไฟฟ้าไปแล้ว 95 แห่ง ปัจจุบัน รัสเซียควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ประมาณหนึ่งแสนตารางกิโลเมตรหรือประมาณหนึ่งในห้าของยูเครน
ในด้านการสูญเสีย เป็นเรื่องยากมากที่จะประมาณการสูญเสียชีวิต เพราะบางครั้งมีการให้ตัวเลขเกินจริง หรือต่ำกว่าจริง มีผู้ประมาณการผู้เสียชีวิตขั้นสูงไว้ในราวแสนคน โดยไม่สามารถระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เป็นทหารได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างปกปิดเป็นข้อมูลลับ ส่วนการประมาณการขั้นต่ำของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR ระบุว่า จนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 มีจำนวนพลเรือนเสียชีวิตในยูเครนแล้ว 7,199 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 11,756 คน อย่างไรก็ตาม OHCHR ระบุว่า “เชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงสูงกว่านี้”
สำหรับตัวเลขของผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศและผู้พลัดถิ่นในประเทศนั้น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ระบุข้อมูลเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ว่า มีผู้ลี้ภัยราว 7.7 ล้านคนออกจากยูเครนไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป รวมถึงรัสเซีย และในจำนวนประชากรราว 44 ล้านคนของยูเครน มีผู้ต้องพลัดถิ่นฐานภายในประเทศเกือบ 7 ล้านคน ประเทศที่ต้อนรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากมีดังนี้

ตัวเลขข้างต้นแสดงว่าสงครามครั้งนี้ ได้กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนประมาณ 14.4 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ความทุกข์ยากนี้ได้ดำรงมาหนึ่งปีแล้ว มาร์ติน กริฟฟิธส์ รองเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการมนุษยธรรมระบุว่า “ผู้หญิง เด็ก คนชรา และผู้พิการ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัยอย่างยิ่ง … 1 ปีผ่านไป สงครามนี้ยังคงทำให้มีผู้เสียชีวิต ความสูญเสีย และการพลัดถิ่นฐานต่อเนื่องทุกวัน และในระดับที่น่าตกใจ” อย่างไรก็ดี และผู้นำคนสำคัญบางคนประกาศว่า สงครามจะดำรงอยู่นานเท่านาน จนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้
ลองมาฟังมุมมองของรัสเซียบ้าง ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียเตือนว่า การมอบอาวุธยุทโธปกรณ์จากชาติตะวันตกเพิ่มขึ้น “จะนำไปสู่การยกระดับครั้งสำคัญ” แต่คำตอบที่สำคัญต่อคำกล่าวต่าง ๆ ของค่ายตะวันตก มาจากสุนทรพจน์ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีของประธานาธิบดีปูติน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งมีใจความสำคัญว่า บรรดาชาติตะวันตกต้องการทำลายรัสเซีย เป็นตัวการเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในยูเครน และพยายามแสวงหา “อำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัด” เขากล่าวโทษชาติตะวันตกที่ถอนตัวจาก “ข้อตกลงพื้นฐาน” และขยายเครือข่ายพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ เพื่อ “ปิดล้อมเรา … พวกเขาน่าถูกประณามในสงครามนี้ และพวกเราก็ใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งสงคราม”
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวในสุนทรพจน์ของเขาว่า “รัสเซียต้องการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างสันติ พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคดอนบาส … และพยายามเจรจาอย่างสันติเพื่อหาหนทางออกจากความขัดแย้งที่ยากลำบากนี้ แต่ลับหลังพวกเรา มีผู้เตรียมแผนการอื่นเอาไว้ … รัสเซียกำลังปกป้องชีวิตประชาชน และไม่ได้ทำสงครามกับประชาชนยูเครน” ซึ่งเปรียบเสมอ “ตัวประกัน” ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตอนนี้ประชาชนในภูมิภาคดอนบาสกำลังรอให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลืออยู่ เขายังกล่าวอีกว่ามาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ชาติตะวันตกใช้ตอบโต้รัสเซียนั้น ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่รัสเซียได้อย่างที่หวัง
มีเรื่องที่น่ากังวลข้อหนึ่งในสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีปูติน คือการประกาศว่ารัสเซียจะระงับการปฏิบัติตามสนธิสัญญา “นิวสตาร์ต” ซึ่งเป็นสนธิสัญญาจำกัดการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่รัสเซียมีข้อตกลงไว้กับสหรัฐฯ ที่น่ากังวลก็เพราะว่าถ้าในโลกนี้มีอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น โลกจะเสี่ยงต่ออันตรายของสงครามนิวเคลียร์มากขึ้นนั่นเอง
ส่วนการเอาชนะรัสเซียนั้น ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ รัสเซียจะไม่อ่อนข้อให้แก่ความพยายามของชาติตะวันตกที่จะแบ่งแยกสังคมรัสเซีย และว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่สนับสนุนสงคราม
ลองมารับฟังท่าทีของจีนดูบ้าง ในเวทีประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่เยอรมนี หวัง อี้ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนและสมาชิกโพลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวว่า จีนมีความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและพยายามสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับยุโรปและสหรัฐ โดยจีนจะ “ไม่เติมเชื้อไฟ และจะไม่แสวงหาประโยชน์จากวิกฤตินี้” จีนสนับสนุนการเจรจาสันติภาพที่เป็นรูปธรรม และเตรียมเผยแพร่รายงานจุดยืนของจีนต่อวิกฤติยูเครนในเร็ว ๆ นี้
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ มีใจความโดยย่อว่า จีนพร้อมจะเสนอภูมิปัญญาของจีนเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองสำหรับวิกฤตในยูเครน รวมทั้งจะร่วมมือกับประชาคมโลก เพื่อส่งเสริมกระบวนการเจรจา การหารือ รวมทั้งการจัดการข้อกังวลของทุกฝ่าย และแสวงหาความมั่นคงร่วมกัน นอกจากนี้ จีนยังเรียกร้องให้ยุติการเติมเชื้อไฟสงครามในยูเครน และหยุดกล่าวโทษจีน รวมทั้งหยุดเผยแพร่แนวคิดที่ว่า ปัจจุบันเกิดสงครามในยูเครน อนาคตจะเกิดสงครามในไต้หวัน
หวัง อี้ เดินทางไปพบกับประธานาธิบดีปูตินที่มอสโคในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงการครบรอบ 1 ปีของสงคราม ทั้งสองฝ่ายแสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกันต่อไป อนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าจีนจะประกาศข้อเสนอว่าด้วย “ข้อตกลงทางการเมืองของวิกฤตยูเครน” ในช่วงนี้ แม้ว่าทั้งค่ายตะวันตกและรัสเซียประกาศว่าจะทำสงครามกันต่อไปก็ตาม แต่การเจรจาสันติภาพก็น่าจะมีขึ้นได้ และเป็นเรื่องดีที่จีนเสนอตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาเช่นนี้
แต่ผมคิดว่าลำพังประเทศจีนประเทศเดียวอาจไม่เพียงพอแก่ความสมดุลทางความคิด เพราะค่ายตะวันตกคิดว่าจีนเอียงข้างรัสเซีย จีนจึงน่าจะขอความร่วมมือกับอีกสักสองหรือสามประเทศ เช่น จากฝรั่งเศสที่อยู่ในค่ายตะวันตก แต่เคยคุยกับปูตินหลายครั้งในช่วงต้น ๆ ของความขัดแย้ง ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว ตุรกีเคยแสดงบทบาทสนับสนุนการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งมาแล้ว แต่แผ่นดินไหวคงทำให้ตุรกีมีปัญหาของตนเองอยู่ไม่น้อย และยังมีประเทศอื่นอีกที่น่าจะชวนมาสนับสนุนสันติภาพ เช่น ฮังการีที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต้ ที่ยังเกรงใจรัสเซียอยู่ไม่น้อย แม้จะเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศยุโรปที่เรียกว่า “บูคาเรสต์ไนน์” ซึ่งประกอบไปด้วย บัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย ที่เป็นเหมือนแนวหน้าของยุโรปในการรับมือกับรัสเซีย และยังมีอินโดนีเซียที่เป็นประธานการประชุมสุดยอดผู้นำ จี 20 ที่บาหลี ประธานาธิบดีวิโดโดเคยเรียกร้องในวันเปิดการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ให้ประชาคมโลกร่วมแสดงความรับผิดชอบด้วยการหาทางยุติสงครามในยูเครน
จะอย่างไรก็ตาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของสงครามยูเครน น่าจะให้ความหวังแก่การแสวงหาสันติภาพ น่าจะช่วยกันหยุดยั้งความทุกข์ยากของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามนี้ และควรผันเงินจากอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปสู่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติให้เพียงพอ

