ชี้โลกเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่เพียงพอ จี้ทบทวนแผนการจัดการความเสี่ยง
รายงานของสภาวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (ไอเอสซี) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ชี้ว่า โลกยังไม่มีการเตรียมพร้อมอย่างเพียงพอสำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว น้ำท่วมและพายุ ที่เกิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อมูลของสำนักงานเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติชี้ว่า นับจากปี 1990 เป็นต้นมา มีภัยพิบัติมากกว่า 10,700 ครั้ง ที่ก่อผลกระทบกับประชาชนมากกว่า 6,000 ล้านคนทั่วโลก โดยอุทกภัยและวาตภัยที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิภาค ติดอันดับสูงสุดของภัยพิบัติและคิดเป็น 42% ของภัยพิบัติทั้งหมด
ในปี 2015 ที่ประชาคมโลกให้การรับรองปฏิญญาที่เรียกว่า แนวคิดเซนได ที่กำหนดเป้าหมายโลกที่จะลดการสูญเสียชีวิตและความเสียหายจากภัยพิบัติภายในปี 2030 ด้วยการลงทุนในการประเมินและลดความเสี่ยงภัย ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แต่รายงานของไอเอสซีชี้ว่าดูเหมือนว่ามีความเป็นไปไม่ได้สูงที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในปี 2030 เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบัน
โดย ปีเตอร์ กลั๊กแมน ประธานไอเอสซี กล่าวว่า มีความสนใจและการลงทุนน้อยเกินไปในการวางแผนและการป้องกันในระยะยาว ตั้งแต่การสร้างรหัสที่เข้มแข็งไปจนถึงการนำระบบแจ้งเตือนอันตรายมาใช้ การขาดการเตรียมพร้อมนี้เกิดขึ้นแม้ว่าประชาคมระหว่างประเทศจะระดมกำลังอย่างรวดเร็วหลังจากเกิดภัยพิบัติอย่างเหตุแผ่นดินไหวในตุรกีและซีเรียเมื่อเร็วๆนี้ก็ตาม
ขณะที่ มามิ มิซูโทริ ผู้แทนพิเศษเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติของยูเอ็น กล่าวว่า ความท้าทายหลายประการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นถึงความต้องการพื้นฐานสำหรับความพร้อมทั่วโลกในการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป เราจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ชุมชน และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งในตอนนี้แทนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลัง
รายงานยังชี้ให้เห็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากร เช่น มีเพียง 5.2% เท่านั้นของความช่วยเหลือที่จัดสรรให้กับประเทศกำลังพัฒนาสำหรับตอบสนองภัยพิบัติระหว่างปี 2011-2022 ที่ถูกนำไปใช้ในการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ โดยที่เหลือถูกนำไปใช้สำหรับการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ
นอกจากนี้ ไอเอสวียังเรียกร้องให้มีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างแพร่หลาย โดยชี้ว่าการแจ้งเตือนพายุตลอด 24 ชั่วโมงสามารถลดความเสียหายลงได้ 30 เปอร์เซ็นต์

