น้องสาวผู้นำคิมกร้าว จับตาซ้อมรบร่วมใกล้ชิด พร้อมโต้กลับ ‘มะกัน-โสมขาว’

AP

น้องสาวผู้นำคิมกร้าว จับตาซ้อมรบร่วมใกล้ชิด พร้อมโต้กลับ ‘มะกัน-โสมขาว’

นางคิม โย จอง น้องสาวของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ออกมาเตือนในวันที่ 7 มีนาคม ว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะดำเนินการอย่างรวดเร็วและรุนแรงกับสหรัฐและเกาหลีใต้ ที่กำลังจะรื้อฟื้นการฝึกซ้อมรบภาคสนามร่วมกันอีกครั้งในปลายเดือนมีนาคมนี้

“เราจับตาดูความเคลื่อนไหวทางทหารที่เต็มไปด้วยความกระสับกระส่ายร้อนรนของกองกำลังสหรัฐและกองทัพหุ่นเชิดของเกาหลีใต้ และเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะดำเนินการที่เหมาะสมอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับดุลพินิจของเรา” ถ้อยแถลงของคิม โย จอง ระบุ

คิม โย จอง กล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวทางทหารที่แสดงออกอย่างชัดเจน รวมถึงสำนวนโวหารทุกประเภทของสหรัฐและเกาหลีใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบ้าคลั่งฟั่นเฟือนจนไม่อาจมองข้ามได้ ทำให้เกาหลีเหนือถูกบังคับโดยเงื่อนไขให้กระทำบางอย่างเพื่อรับมือกับพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

Advertisement

คิม โย จอง พูดเป็นนัยว่า เกาหลีเหนือสามารถยิงขีปนาวุธเข้าไปในมหาสมุทรแปซิฟิกได้มากขึ้น โดยระบุว่า “มหาสมุทรแปซิฟิกไม่ใช่กรรมสิทธิของสหรัฐ หรือญี่ปุ่น” และเกาหลีเหนือจะมองว่ามันเป็นการประกาศสงครามหากสหรัฐดำเนินการทางทหารใดๆ ต่อการทดสอบอาวุธทางยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ดี น้องสาวของผู้นำคิมไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการใดๆ แต่โดยปกติแล้วเกาหลีเหนือมักจะทำการทดสอบขีปนาวุธเพื่อตอบโต้การซ้อมรบทางทหารของสหรัฐและเกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นการฝึกซ้อมเพื่อรุกรานเกาหลีเหนือโดยตรง

นักวิเคราะห์มองว่า หากเกาหลีเหนือดำเนินการใดๆ ตามคำขู่ที่จะเปลี่ยนมหาสมุทรแปซิฟิกให้กลายเป็น “สนามซ้อมยิง” ของเกาหลีเหนือ ก็จะทำให้ประเทศที่มีศักยภาพหรือมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองสามารถอ้างสิทธิในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ในการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐประกาศว่าจะรื้อฟื้นการฝึกซ้อมรบร่วมภาคสนามที่ใหญ่ที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิขึ้น หลังจากมีการซ้อมรบร่วมครั้งสุดท้ายในปี 2561 โดยสหรัฐได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 เข้าร่วมในปฏิบัติการซ้อมรบร่วมดังกล่าวด้วย

กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์อีกฉบับในวันที่ 7 มีนาคม ระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 ของสหรัฐ เป็นการยั่วยุโดยปราศจากความยั้งคิด ซึ่งผลักดันให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ในหล่มลึกที่ยากลำบากและย่ำแย่มากยิ่งขึ้น และไม่มีอะไรที่จะรับประกันว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งทางกายภาพที่รุนแรง หากการยั่วยุทางทหารของสหรัฐและเกาหลีใต้ยังคงดำเนินต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image