‘โรงละครมรดกใหม่’
ทูตตัวจิ๋ว แพร่วัฒนธรรมไทยร่วมสมัยในต่างแดน
หากให้พูดถึงหนึ่งสิ่งที่เป็นที่ยอมรับและสามารถเป็นจุดขายให้กับประเทศไทยบนเวทีโลกได้ดี นั่นก็คือ “วัฒนธรรมไทย” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกที่หลายคนมีให้กับคำว่าวัฒนธรรมไทยคือความโบราณ และบางทีอาจเข้าถึงยากเกินไป แต่มีโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งรวมเด็กๆ มากความสามารถ ที่ได้พิสูจน์แล้วว่าศิลปะวัฒนธรรมไทยสามารถรวมเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนสามารถสะกดทุกสายตาของชาวต่างชาติในหลายประเทศทั่วโลกให้อยู่กับที่ได้
สถานที่ที่ถือเป็นดั่งรังเหย้าของน้องๆ กลุ่มนี้คือ โรงละครมรดกใหม่ โฮมสคูลเล็กๆ ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2548 โดย “ครูช่าง” ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงปี 2562 โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนเพียง 35 คน มีการเรียนการสอนเช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป เพียงแต่สอดแทรกการฝึกการแสดงต่างๆ เพิ่มเข้าไป อาทิ การรำ ดนตรีไทยคลาสสิก ดนตรีแจ๊ส แร๊ป ฮิปฮอป และการแสดงละครไทยร่วมสมัย

ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา โรงละครมรดกใหม่ได้นำเด็กนักเรียนไปทำการแสดงตามเทศกาลต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก จากการนำเงินที่ได้จากการแสดงของพวกเขาเพื่อไปต่อยอดเป็นค่าเดินทาง แถมยังมีโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศต่างๆ เพื่อเป็นสะพานที่จะนำน้องๆ เหล่านี้ไปแสดงความงดงามของวัฒนธรรมไทยในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก สวีเดน ฮังการี และอื่นๆ อีกมาก เมื่อไม่นานมานี้งละครมรดกใหม่ได้เปิดประตูต้อนรับคณะจากกระทรวงต่างประเทศและเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ ในไทย โดยมีการจัดการแสดงสุดพิเศษเพื่อโชว์ความสามารถของน้องๆ ให้ทุกคนได้รับชม
นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงสาเหตุของการเดินทางมาเยี่ยมชมโรงละครมรดกใหม่ว่า เมื่อปีที่ผ่านมาคณะศิลปินมรดกใหม่ได้เดินทางไปเยือนทวีปยุโรป และสถานทูตไทยในยุโรปได้เล็งเห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมาก การเดินทางไปทำการแสดงในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย น้องๆ ต้องไปเล่นดนตรีเปิดหมวกนานหลายเดือนเพื่อหาเงินเป็นค่าเครื่องบิน ทางกระทรวงต่างประเทศเลยอยากที่จะช่วยสนับสนุนนักเรียนกลุ่มนี้ จึงได้นำคณะจากสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่นักเรียนเคยไปทำการแสดง หรือสถานทูตที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะนำน้องๆ เหล่านี้ไปทำการแสดงในประเทศของตนมาชมการแสดงและทำความรู้จักกันในวันนี้ ผลตอบรับจากการไปทำการแสดงในต่างประเทศของนักเรียนกลุ่มนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก กระทรวงต่างประเทศจึงเล็งเห็นว่าคงเป็นเรื่องดีหากน้องๆ เหล่านี้ได้ร่วมมือกับทางสถานทูต หากมีงานเทศกาลไทยในต่างแดนจะได้ไปแสดงร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
เมื่อเดินเข้ามาในอาคารเรือนชัชวาล ที่เปรียบเสมือนเป็นอาคารเรียนของน้องๆ แขกทุกท่านได้มีโอกาสพูดคุย ทำความรู้จักกับนักเรียนจากโรงเรียนมรดกใหม่อย่างเป็นกันเอง ทันทีที่ทุกท่านนั่งประจำที่ การแสดงชุดแรกจึงได้เริ่มต้นขึ้น เป็นการสาธิตกิจวัตรประจำวันของน้องๆ ที่จะเริ่มต้นวันตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาไหว้บรรพบุรุษของครูช่าง พระพุทธรูป และหัวโขน จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงของการเรียน ซึ่งนอกจากหลักสูตรทั่วไปแล้วยังมีการฝึกโขน และการฝึกทำผลิตภัณฑ์จากไม้สานอีกด้วย

เสร็จสิ้นการแสดงชุดแรก ครูช่างรับหน้าที่เป็นไกด์พาทุกคนเดินชมบริเวณโดยรอบของโรงละคร มีทั้งทุ่งนาอยู่ด้านข้าง และต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทุกพื้นที่ สร้างบรรยากาศความเงียบสงบให้กับโรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ แขกทุกท่านเดินเข้ามายังอาคารแสดงอีกแห่งหนึ่งเพื่อชมการแสดงคอนเสิร์ตพิเศษจากน้องๆ เน้นการผสมผสานเครื่องดนตรีไทยและสากลเข้าด้วยกันให้กลายเป็นบทเพลงเวอร์ชั่นพิเศษขึ้นมา
อีกทั้งเป็นโอกาสให้น้องๆ แต่ละคนได้ปล่อยของ แสดงความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ออกมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีล้นเหลือเพราะน้องๆ แต่ละคนสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด และเล่นได้ทั้งเพลงไทยและสากล ไม่ว่าจะเป็นเพลง Happy นำโดย น้องต้นน้ำ ที่มีความสามารถพิเศษในการเล่นไวโอลิน ตามด้วยเพลง อย่าทำอย่างนี้ไม่ว่ากับใคร โดยน้องคำคุณ น้องเล็กสุดของโรงเรียนวัยเพียง 10 ขวบ แต่ลีลาและท่าทางอินเนอร์การร้องเพลงบอกได้เลยว่า “เล็กพริกขี้หนู” พร้อมกับปิดท้ายด้วยเพลง The Lazy Song โดยน้องเป็ดน้อย ที่มีความสามารถในการเล่นฟลูตได้อย่างไพเราะและน้องต้นน้ำ แถมมีการใช้สอยพื้นที่ของอาคารให้เป็นประโยชน์ เปลี่ยนการร้องเพลงจากด้านหน้าเวทีมาเต้นตามแบบฉบับเอ็มวีที่ด้านข้างของเวที เรียกเสียงหัวเราะและความเอ็นดูให้กับทุกคนในงานไม่เว้นว่าจะมาจากชาติใด หน่วยงานใด ระหว่างการแสดงเพลง น้องๆ แต่ละคนก็จะเล่าถึงประสบการณ์ความประทับใจในการเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการได้มีเวทีขึ้นไปแสดงความสามารถของตัวเองนั้นมีค่าสำหรับน้องๆ แค่ไหน

และแล้วก็มาถึงการแสดงสุดท้ายของวัน นั่นก็คือการแสดงละครเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่น้องๆ ไปแสดงในทวีปยุโรปเมื่อปีที่ผ่านมา การแสดงนี้ก็ยังคงเน้นแนวทางเดิมคือผสมผสานความเป็นไทยเดิมกับความเป็นสมัยใหม่ และความเป็นตะวันตกเข้าด้วยกัน มีการใช้เครื่องดนตรีสากลประกอบการแสดง แถมยังมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของละครโดยจะให้ความสำคัญไปที่การค้นหาตัวตนกับคำถามยอดฮิตที่เด็กอย่างน้องๆ มักถูกถามบ่อยที่สุด นั่นก็คือ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” สร้างความประทับใจและสะท้อนภาพของวัยเด็กที่ยังมีอนาคตและโลกกว้างรออยู่ข้างหน้าอีกมาก ทั้งยังมีการสอดแทรกการละเล่นแบบไทย เช่น มอญซ่อนผ้า เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการละเล่นแบบไทยให้กับนานาชาติได้รู้จัก อีกหนึ่งสีสันของการแสดงนี้คือการที่น้องๆ ลงจากเวทีมาพาแขกที่มารับชมบางคนขึ้นไปร่วมทำการแสดงในบางฉากอีกด้วย เรียกเสียงหัวเราะและความสนุกให้กับการแสดงเพิ่มขึ้นไปอีก
หลังการแสดงทั้งหมดสิ้นสุดลง ครูช่างขึ้นกล่าวปิดกิจกรรมทั้งหมดของวันว่า มีปัญหามากมายเกิดขึ้นในทุกวันนี้ และท้ายที่สุดปัญหาต่างๆ ก็จะตกไปอยู่ที่ตัวเด็ก เจตนาของตนคือการทำให้เด็กๆ มีอะไรทำเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องนึกถึงปัญหาอื่นใด เด็กคืออนาคตของชาติ ตนไม่มีความรู้เรื่องอื่นใดนอกจากการแสดงเพราะฉนั้นตนจึงบ่มเพาะความรู้ให้กับนักเรียนกลุ่มนี้ด้วยประสบการณ์ทุกอย่างที่ตนมี สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นตนจึงพยายามที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ และเราดีใจที่ได้นำเด็กๆ กลุ่มนี้ไปสำรวจยังที่ต่างๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้กลับมาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆ ในอนาคต

คณะจากสถานทูตต่างๆ ที่เข้าชมการแสดงต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขารู้สึกสนุกสนานและประทับใจกับการแสดงของน้องๆ มาก และเฝ้าคอยที่จะนำน้องๆ ไปแสดงในประเทศของตนอีกครั้ง หนึ่งในผู้ที่ร่วมชมการแสดงในวันนี้คือนาย Andres Noormets ผู้กำกับละครเวทีจากประเทศเอสโตเนียที่ตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้อย่างจัง ได้กล่าวถึงความประทับใจว่าได้มาชมการแสดงที่โรงละครมรดกใหม่มากกว่า 10 ครั้งแล้ว และไม่เคยเห็นสถานที่ไหนเหมือนกับโรงละครมรดกใหม่มาก่อน เด็กๆ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตล้วนทำการแสดงอย่างเป็นมืออาชีพด้วยพลังอันยอดเยี่ยมในตัวเอง
เมื่อสิ้นสุดวัน ทุกคนเดินทางกลับด้วยรอยยิ้มและความประทับใจกับความสามารถและพลังในการแสดงของน้องๆ ทุกคนที่ส่งมาให้กับผู้ชม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสามารถของคนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรค่าแก่การต่อยอดเสมอ ท่านอธิบดีกาญจนากล่าวว่ากระทรวงต่างประเทศไม่ได้พร้อมที่จะส่งเสริมน้องๆ กลุ่มนี้เพียงอย่างกลุ่มเดียว แต่ยังอยากเห็นเด็กไทยคนอื่นๆ ที่มีความสามารถไปฉายประกายในต่างแดน งานด้านการต่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมต่อวัฒนธรรม เมื่อน้องๆ เหล่านี้ที่ไปทำการแสดงในต่างประเทศ ก็เหมือนเป็นทูตของไทย เพื่อให้คนที่ต่างประเทศได้เห็นได้ชื่นชมกับวัฒนธรรมของไทยเพิ่มขึ้นนั่นเอง

