ออสซี่ประกาศซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์มะกัน 5 ลำ เสริมพลังพันธมิตร ‘ออกุส’ รับมือจีน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 14 มีนาคมว่า ออสเตรเลียได้เปิดเผยแผนการซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สูงสุดถึง 5 ลำจากสหรัฐ และแผนการสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่ร่วมกันด้วยเทคโนโลยีจากชาติมหาอำนาจดังกล่าวและสหราชอาณาจักร ภายใต้โครงการความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชาติตะวันตกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อการเผชิญหน้ากับจีนที่ผงาดขึ้น
การประกาศแผนดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ณ งานแถลงข่าวที่ฐานทัพเรือเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการประชุมสุดยอดของพันธมิตรฐาน “ออกุส” (AUKUS) ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ได้เป็นเจ้าบ้านต้อนรับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบานีส ของออสเตรเลีย และนายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก ของอังกฤษ
ไบเดนขึ้นพูดที่โพเดียมซึ่งมีฉากหลังเป็นเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนียที่จอดอยู่ว่า สหรัฐได้ปกปักรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาหลายทศวรรษ และว่า พันธมิตรเรือดำน้ำนี้จะช่วยหนุนเสริมแนวทางแห่งสันติภาพต่อไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ในการนี้ ไบเดนยังเน้นย้ำว่าจะไม่มีการส่งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับออสเตรเลีย ซึ่งเข้าร่วมพันธมิตรออกุสที่ก่อตัวขึ้นได้ไม่นานนี้ร่วมกับวอชิงตันและลอนดอนเมื่อ 18 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะทำให้ออสเตรเลียถูกจัดอยู่ในกลุ่มชั้นนำทางทหาร รวมถึงเป็นแนวหน้าในการต้านทานการขยายกำลังทางทหารของจีนซึ่งนำโดยสหรัฐ
อัลบานีสกล่าวว่า แสดงถึงการลงทุนในครั้งเดียวของออสเตรเลียทางด้านศักยภาพในการป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเรา และประเมินว่าโครงการที่มีระยะเวลาหลายสิบปีนี้จะมีมูลค่าถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 ปีแรก และจะสร้างอาชีพราวๆ 20,000 อาชีพด้วยกัน
อัลบานีสยังประมาณการอีกด้วยว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่แผ่ขยายในประเทศนี้อาจคล้ายกับการเปิดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในออสเตรเลียหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า จะทำการส่งมอบเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนียที่ติดตั้งอาวุธแบบดั้งเดิมจำนวน 3 ลำในช่วงทศวรรษ 2030 พร้อมความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำเป็น 5 ลำ หากมีความจำเป็น
อนึ่ง คาดการณ์ว่าเรือดำน้ำดังกล่าวจะได้รับการติดขีปนาวุธร่อนที่สามารถโจมตีศัตรูได้จากระยะไกล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการป้องปรามผู้ที่อาจเป็นปรปักษ์ได้
ซัลลิแวนกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นอังกฤษและออสเตรเลียจะเริ่มต้นโครงการพัฒนาเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีชื่อว่า “SSN-AUKUS” ที่ยังคงคุณลักษณะเดิม นั่นคือ เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ที่ติดตั้งอาวุธแบบดั้งเดิม โดยจะใช้การออกแบบของอังกฤษร่วมกับเทคโนโลยีของสหรัฐ รวมถึงการลงทุนครั้งสำคัญในฐานอุตสาหกรรมจากทั้ง 3 ชาติ
อัลบานีสกล่าวด้วยว่า ออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่สองรองจากอังกฤษที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลความลับด้านนิวเคลียร์ของทัพเรือสหรัฐ “เหนือสิ่งอื่นใด เรามีพันธะต่อโลกที่สันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงจะรับประกันความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น”
แม้ว่าออสเตรเลียได้ตัดขาดการใช้อาวุธปรมาณู แต่แผนเรือดำน้ำนิวเคลียร์นี้ถือเป็นบทใหม่ของออสเตรเลียในการเผชิญหน้ากับจีน โดยได้พันธมิตรสหรัฐรายนี้ได้สร้างกองเรือที่ซับซ้อนและเปลี่ยนเกาะเทียมให้กลายเป็นฐานทัพนอกชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก
ทั้งนี้ ออสเตรเลียเคยมีแผนที่จะซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศสมูลค่าถึง 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อออสเตรเลียประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนี้อย่างกะทันหันและมาเข้าร่วมกับโครงการออกุสแทน ก็ได้ทำให้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของชาติสมาชิกความร่วมมือดังกล่าวไม่พอใจ
ขณะที่จีนออกมาเตือนว่า พันธมิตรออกุสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธ และกล่าวหาทั้งสามประเทศว่าพยายามขัดขวางหลักการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

