เทศกาลไทยในปักกิ่งชู ‘5F’
ปลุกกระแสนิยมไทยกระหึ่มโซเชียลจีน
สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปักกิ่งได้จัดงาน “เทศกาลไทย ประจำปี 2566” ขึ้นเมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีที่ชาวจีนรอคอย เห็นได้จากจำนวนคนที่มาเข้าร่วมมากกว่า 6,000 คนต่อวัน โดยมีชาวจีนมายืนรอแน่นขนัดหน้าสถานทูตก่อนเปิดงาน ขณะที่สำนักข่าวซินหัวภาคภาษาไทยยังถึงกับนำเสนอรายงานว่า “ชาวจีนแห่ร่วมงานเทศกาลไทยในปักกิ่ง ตั้งตารอเที่ยวไทย” กันเลยทีเดียว

การจัดงานเทศกาลไทยมีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในด้านต่างๆ ภายใต้แนวคิดการส่งเสริม 5F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณี (Festival) สู่ระดับโลก นอกจากชาวจีนในกรุงปักกิ่งและชุมชนไทยที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ ประจำประเทศจีนและคู่สมรส ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศจีน เลขาธิการศูนย์อาเซียน-จีน ผู้บริหารภาคเอกชนไทยในจีน สื่อมวลชนจีนมากกว่า 50 สำนักข่าวที่มาร่วมงานด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความนิยมที่มีต่อ “เทศกาลไทย” ที่ถือเป็นงานเผยแพร่วัฒนธรรมไทยแห่งปีได้เป็นอย่างดี

ภายในงานมีการรวมตัวของร้านอาหารไทยทั่วกรุงปักกิ่งที่มากที่สุด โดยมีอาหารไทยให้เลือกสรรมากกว่า 50 เมนู และมีสินค้าไทยให้เลือกซื้อมากกว่า 100 รายการ จากผู้ประกอบการไทย บริษัทนำเข้าสินค้าไทยและเครือข่ายภาคเอกชนของหอการค้าไทยในจีน และยังมีการออกร้านจากสำนักงานทีมประเทศไทย ทั้งการจัดตลาดช้างม่อย จังหวัดเชียงใหม่ และถนนนางงาม จังหวัดสงขลา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงปักกิ่ง การจำลองตลาดย้อนยุค โดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไทยหลากหลายประเภท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจาก “Thailand Food Country” บนแพลตฟอร์ม Tmall Official Store การออกร้านผลไม้ไทยจากเครือข่ายผู้ประกอบการของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อให้กลุ่มชาวจีนได้เลือกซื้อผลไม้ไทยตามฤดูกาล และยังเป็นโอกาสในการสร้างความมั่นใจในคุณภาพผลไม้ไทยในกลุ่มชาวจีน ตลอดจนการออกร้านเพื่อส่งเสริมความนิยมผ้าไทยร่วมกับสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในจีนและสำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร ณ กรุงปักกิ่ง

อีกหนึ่งความพิเศษของงานเทศกาลไทยในปีนี้ คือการให้เด็กๆ ได้เข้าร่วมสัมผัสบรรยากาศเกมส์แบบไทยๆ ทั้งเกมส์ตักไข่ สอยดาว โยนห่วง พร้อมสนุกกับการละเล่นพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทยควบคู่ไปกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากฝ่ายวิทยาศาสตร์ฯ ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถือเป็นการรวมเสน่ห์ของไทยทั้ง 5F ครบจบในงานเดียว

ท่านทูตอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีนมองว่า ความสำเร็จของงานเทศกาลไทยในกรุงปักกิ่ง ประกอบด้วยหลายประการ อาทิ กิจกรรมจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งประชาชนทั่วไปย่อมอยากจะเข้าและดูว่าบ้านเอกอัครราชทูตมีความสวยงามอย่างไรหรือจัดสถานที่อย่างไร ทำให้รู้สึกเหมือนทูตเปิดบ้านต้อนรับคนทั่วไปมาเยือนบ้าน นอกจากนี้งานเทศกาลไทยได้จัดต่อเนื่องที่ทำเนียบมาเป็นปีที่ 3 และในปีที่ผ่านๆ มา มีรีวิวที่ดี เป็นที่รู้จักของประชาชนชาวจีน

ขณะที่กิจกรรมงานมีความหลากหลาย อีกทั้งยังมีบริเวณนวดแผนไทยและแต่งชุดไทยถ่ายภาพกับบรรยากาศภาพชายหาด วัด หรือตลาดร่มหุบ ควบคู่กับการจับจ่ายซื้อสินค้าไทย ทั้งสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องสำอางและสปาไทยผ้าไหมกระเป๋าผ้าไทยและศิลาดลลายคราม รวมทั้งผลไม้และอาหารแช่แข็งของไทย นอกจากนี้ยังมีภัตตาคารไทยชั้นนำในกรุงปักกิ่งมาร่วมงานกว่า 20 ร้าน จำหน่ายอาหารไทยหลากหลายจากทุกภาค ด้านบรรยากาศการซื้อสินค้าหรืออาหารเป็นแบบ outdoor และstreet food ที่สนุกสนาน สบายๆ ในสวนหลังบ้านของทูต ชมการแสดงจากนักเรียนไทยและทานอาหารสไตล์สตรีทฟูดส์ ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากในกรุงปักกิ่ง

ท่านทูตอรรถยุทธ์บอกด้วยว่า อีกประกฎการณ์ที่เห็นคือ ผู้ประกอบการทุกร้านที่นำสินค้าและอาหารมาในงานแทบไม่พอขาย ของที่เตรียมมาขายทั้งวันแต่กลับหมดภายใน 2 ชั่วโมง ต้องออกไปรับของจากข้างนอกมาขายต่อ ซุ้มทำเนียบเอกอัครราชทูต ปกติภรรยาจะซื้อเสบียงเตรียมไว้ขายสำหรับ 2 วัน แต่ปีนี้สต๊อกหมดภายในวันแรก ต้องรีบออกไปตลาดตอนเย็นวันที่ 11 มีนาคม เพื่อไปซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารสำหรับวันรุ่งขึ้น ซึ่งโชคดีที่กรุงปักกิ่งมีตลาดตอนกลางคืน

“โดยที่จีนมีมาตรการเปิดประเทศแล้ว ประชาชนจึงออกนอกบ้านมากขึ้น จึงมีคนมาร่วมงานมากกว่า 6,000 คนต่อวัน ผมมองว่าความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังเป็นหนึ่งในใจชาวจีน คนจีนชื่นชอบอาหารและสินค้าไทย และต้องการสัมผัสกับบรรยากาศแบบไทย ซึ่งปีนี้เรามุ่งเน้นขยายมิติวัฒนธรรมไทยให้มากกว่าอาหาร โดยรวมไปถึงแฟชั่น ดนตรี ภาพยนตร์ และเทศกาลต่างๆ ของไทย เพื่อกระตุ้นให้ชาวจีนอยากไปเที่ยวเมืองไทยด้วย” ท่านทูตอรรถยุทธ์กล่าว

การจัดกิจกรรมเทศกาลไทยยังเป็นการจัดงานในรูปแบบ Hybrid อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อให้คนจีนที่ไม่ได้อยู่ในกรุงปักกิ่ง ยังสามารถร่วมสนุกได้ในรูปแบบออนไลน์ที่ส่งตรงถึงบ้าน โดยในปีนี้มีแพลตฟอร์มวีดิทัศน์สั้นยอดนิยมที่สุดของจีน ได้แก่ Douyin และ Kuaishou ร่วมจัดแคมเปญ “Wonderful Travel in Thailand” ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยความพิเศษของแคมเปญในปีนี้คือการนำ Key Opinion Leaders กว่า 20 คน ไปท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อนำเสนอเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialized Expo 2028 โดยแคมเปญดังกล่าวจะจัดจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2566

นอกจากนี้เพื่อตอบสนองต่อกระแสความนิยมในการซื้อสินค้าออนไลน์ในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของไทยสามารถเข้าถึงชาวจีนได้ในทุกช่องทาง สถานทูตยังได้จับมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อจัดแพลตฟอร์ม E-Commerce JD ร่วมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไทยใน Thai National Pavilion ด้วย อีกหนึ่งความพิเศษของปีนี้คือการถ่ายทอดสดบรรยากาศงานเทศกาลไทยใน Facebook เพจ China Face โดย China Media Group เพจโอ้โห Beijing- สารพัดเรื่องในปักกิ่ง และเพจสะใภ้จีน by ฮูหยินปักกิ่ง เพื่อให้ชาวไทยได้ร่วมรับชมบรรยากาศภายในงานด้วย

สถานทูตยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยในปีนี้ได้เชิญ นายกรชิต บุญสถิต์ภักดี หรือ เกา ชิงเฉิน และ แพทริค นายณัฐวรรธ์ ฟิงค์เลอร์ หรือ หยิน ห่าวอวี่ นักร้องไทยชื่อดังในจีน ซึ่งเป็นสมาชิกวง INTO1 ร่วมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์กิจกรรมภายใต้เทศกาลไทย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและชื่นชมของชาวจีนในวงกว้าง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจน #PaiPaixRTEBeijing ติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ของไทย ณ วันที่ 11 มีนาคม 2566 และ #PatrickThaiFest2023 ติดอันดับที่ 23 ของเทรนด์ทวิตเตอร์ทั่วโลกด้วย

ปัจจุบัน งานเทศกาลไทยได้รับการจดจำในฐานะงานวัฒนธรรมไทยประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง จึงทำให้ชาวจีนเฝ้ารอที่จะเข้าร่วมงานทุกปี โดยในวันงานเทศกาลไทย คำว่า #เทศกาลไทย เข้าถึงผู้อ่านจำนวน 71,609,000 ล้านครั้ง และคำว่า #จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน (中泰一家亲) ได้รับการกล่าวถึงบน Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของจีน จำนวนประมาณ 97,934,000 ล้านครั้ง ถือเป็นการกระตุ้นกระแสความนิยมไทยบนสื่อออนไลน์ของจีนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถานทูตยังให้ความสำคัญกับการจัดงานเทศกาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้วัสดุและภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อลดขยะและของเสียที่เกิดจากการจัดงาน สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio-Circular-Green Economy อีกด้วย


