‘ยูเอ็น’ ชี้ โลกพุ่งตรงสู่หายนะทางอากาศ หากไร้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างเร่งด่วน
องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยในรายงานด้านสภาพอากาศฉบับล่าสุดว่า โลกกำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้หายนะของอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เป้าหมายของนานาชาติในเรื่องสภาพอากาศกำลังจะหลุดลอยไปหากไม่มีการลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างเร่งด่วน
“ระเบิดเวลาของสภาพอากาศกำลังนับถอยหลัง” อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการยูเอ็นกล่าวในแถลงการณ์เผยแพร่รายงานสังเคราะห์เรื่องโลกร้อนของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พร้อมเสริมว่า “มนุษยชาติกำลังยืนอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบาง ซึ่งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว”
รายงานดังกล่าวอ้างอิงผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนเพื่อนำเสนอการประเมินที่ครอบคลุมถึงผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางสภาพอากาศที่กำลังเกิดขึ้น แม้ว่าผลการค้นพบต่างๆ จะไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ แต่รายงานของ IPCC ฉบับล่าสุดถ่ายทอดภาพที่ชัดเจนมากว่าโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน โดยรายงานระบุว่า ผลกระทบของมลพิษที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และพวกเรากำลังพุ่งตรงไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายขึ้นอย่างยิ่งยวดและไม่สามารถย้อนกลับได้ อาทิ ภายในปี 2100 คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมชายฝั่งที่มีความรุนแรงอย่างน้อยปีละครั้งในพื้นที่ครึ่งหนึ่งของโลก ซึ่งเดิมอุทกภัยดังล่าวจะอุบัติขึ้นในรอบศตวรรษ
ในขณะที่นานาชาติเคยมีความเห็นร่วมกันที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ แต่ช่องทางที่จะบรรลุความประสงค์ดังกล่าวกลับกำลังปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปีที่แล้วการปล่อยมลพิษดังกล่าวสูงขึ้นเกือบ 1% ส่วนความเข้มข้นของมลภาวะคาร์บอนในอากาศอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในระยะเวลากว่า 2 ล้านปี ขณะที่ปัจจุบันโลกกำลังร้อนขึ้นกว่าครั้งใดๆ ในรอบ 125,000 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้นทำลายสถิติสูงที่สุดในรอบ 2,000 ปี
“โลกของเราได้ตกอยู่ในวังวนของผลกระทบทางสภาพอากาศที่รุนแรง ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่แผดเผา พายุที่มีกำลังทำลายล้าง ไปจนถึงภัยแล้งที่รุนแรงและการขาดแคลนน้ำ” อานิ ดาสกับตา ประธานและซีอีโอของสถาบันทรัพยากรโลกกล่าว

ส่วนกลุ่มประเทศที่เปราะบางและยากจนกล่าวกลับได้รับผลกระทบของวิกฤตโลกร้อนมากที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างหรือมีส่วนน้อยมากในการก่อให้เกิดปัญหาทางสภาพภูมิอากาศนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกยังคงเสพติดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เป็นแหล่งพลังงานกว่า 80% ของโลก และคิดเป็น 75% ของมลภาวะจากฝีมือมนุษย์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ดูได้จากการที่รัฐบาลชาติต่างๆ ยังคงอนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน อาทิ โครงการขุดเจาะบ่อน้ำมันที่รัฐอะแลสก้าของสหรัฐ โครงการเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ที่มณฑลคัมเบรียของอังกฤษ รวมถึงแผนการแผ่ขยายการผลิตถ่านหินของจีน ขัดแย้งกับที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศกล่าวในปี 2021 ว่า ตอนนี้จะไม่สามารถที่จะทำการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ๆ หากโลกต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันด้านสภาพอากาศ
“ขณะที่ประชาชนของพวกเรากำลังพลัดถิ่นฐานจากบ้านของตนเอง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศไม่เป็นที่น่าพอใจ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงกลับสร้างกำไรหลายพันล้าน มันไม่สามารถใช้ข้อแก้ตัวใดๆ ได้สำหรับการขาดการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องนี้” ประธานสมาพันธ์รัฐหมู่เกาะขนาดเล็กกล่าว
อย่างไรก็ดี กุแตเรซกล่าวว่า รายงานล่าสุดของ IPCC คือ “แนวทางการเอาชีวิตรอดของมนุษยชาติ” โดยรายงานระบุว่าจะต้องมีการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคมโลก และเรียกร้องให้จำกัดการปล่อยมลพิษที่ก่อให้เกิดโลกร้อน โดยการละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันไปลงทุนในพลังงานสะอาด และจะต้องปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 60% ภายในปี 2035
รายงานยังกล่าวถึงความจำเป็นในการกำจัดคาร์บอนในอากาศ รวมถึงการเพิ่มการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความสูญเสียจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่เปราะบาง อีกทั้ง ยังเป็นครั้งแรกที่กุแตเรซเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งรวมถึงสหรัฐ และอังกฤษ จะต้องบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ใกล้เคียงภายในปี 2040 ให้ได้มากที่สุด ขยับจากกำหนดเวลาเดิมซึ่งตั้งไว้ที่ปี 2050

